หมายเลข 6 แมนฯยูฯ – จากพัลลิสเตอร์ สู่..ป็อกบา

ถ้าหากใครกันแน่รู้สึกว่าภาพยนตร์มีชื่ออย่าง ''แฮร์รี่ พ็อตเตอร์'' ยืดเยื้อ และก็นานมากกว่าจะลงเอยแล้วล่ะก็ ''มหากาพย์ป็อกบา'' ก็คงจะไม่แตกต่างกัน เนื่องจากว่ากว่าจะได้ผลสรุป เล่นเอาแฟนอสุรกายแดงลุ้นแล้วลุ้นอีก ซึ่งผลสรุปก็อย่างที่ทราบกันว่า ป็อกบา อดีตกาลเด็กปั้นของแมนฯ ยูไนเต็ด กลับมาสู่ถิ่นเก่าอีกทีในฐานะนักฟุตบอลสุดยอด ที่มีค่าตัวแพงแพรวพราว

ถ้าหากย้อนไปช่วงที่ยังเป็นดาวรุ่งค้าหน้าแข้งอยู่ในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เจ้าตัวใส่เสื้อหมายเลข 42 ลงเล่นให้กับอสุรกายแดงไปหลายนัด แต่ว่าการกลับมาคราวนี้ ป็อกบา เลือกสวมเสื้อหมายเลข 6 ที่ยังคงว่างอยู่ เสมือนเว้นว่างไว้รอเช่นไร แบบนั้น ซึ่งโน่นทำให้ป็อกบากลายเป็นผู้เล่นคนที่ 7 ที่สวมเสื้อหมายเลข 6 ของแมนฯ ยูไนเต็ดโดยทันที

โอกาสนี้พวกเราลองมามองกันเลยดีกว่าว่า ก่อนที่จะเสื้อหมายเลข 6 ที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดจะตกมาอยู่กับ ปอล ป็อกบา ซึ่งเป็นทายาทหมายเลข 6 คนเดี๋ยวนี้นั้น มีผู้เล่นคนใดกันบ้างที่เคยใส่หมายเลขนี้มาก่อน

แกรี่ พัลลิสเตอร์

ตำแหน่ง: เซนเตอร์แบ็ก

ชนชาติ: อังกฤษ

แกรี่ พัลลิสเตอร์ เบอร์ 6 คนแรกของผีแดงในยุคพรีเมียร์ลีก

แกรี่ พัลลิสเตอร์ อดีตกาลกองหลังร่างใหญ่เจ้าของความสูง 193 เซนติเมตร เป็นผู้ที่สวมเสื้อหมายเลข 6 เป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ของแมนฯ ยูไนเต็ด นับตั้งแต่เริ่มมีการใช้เบอร์เสื้อประจำตัวในฤดูกาล 1993-1994

พัลลิสเตอร์ ค้าหน้าแข้งกับอสุรกายแดงเป็นระยะเวลาช้านานถึง 9 ปี โดยช่วงที่ย้ายจากมิดเดิ้ลสโบรช์มาอยู่ในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดนั้น เจ้าตัวกลายเป็นเจ้าของสถิติกองหลังที่มีมูลค่าในการย้ายทีมแพงที่สุดในขณะดังที่กล่าวมาแล้วโดยทันที

ส่วนความสำเร็จต่างๆภายใต้สีเสื้อของอสุรกายแดงเจ้าตัวก็ปัดกวาดมาเรียบ ไม่ว่าจะเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก 4 สมัย, เอฟเอ คัพ 3 สมัย, ลีก คัพ 1 สมัย, ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ส คัพ 1 สมัย และก็ยูฟ่า คัพ อีก 1 สมัย จึงไม่แปลกนักถ้าหากจะบอกว่า แกรี่ พัลลิสเตอร์ คือต้นตระกูลชั้นเลิศของหมายเลข 6 ที่แมนฯ ยูไนเต็ด

ยาป สตัม

ตำแหน่ง: เซนเตอร์แบ็ก

ชนชาติ: ดัตช์

ถ้าเกิดไม่มีปัญหากับป๋าซะก่อน ยาป สตัม บางทีอาจได้สวมเบอร์ 6 เป็น 10 ปี

ยาป สตัม เป็นกำแพงข้างหลังจำพวกดุที่เต็มไปด้วยความชำนาญทั้งหมดทุกอย่างที่ผู้เล่นในตำแหน่งกองหลังควรมี โดยเขาเป็นทายาท หมายเลข 6 ลำดับที่ 2 ข้างหลังย้ายจากพีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น มาร่วมถิ่นอสุรกายแดงในปี 1998

ยักษ์ใหญ่ชาวดัตช์ผู้นี้ค้าหน้าแข้งอยู่ภายใต้สีเสื้ออสุรกายแดงอยู่เป็นระยะเวลา 3 ปี ซึ่งในขณะดังที่กล่าวมาแล้วเจ้าตัวก็มีส่วนร่วมในการนำแมนฯ ยูไนเต็ดครองแชมป์พรีเมียร์ลีก 3 สมัยติด, เอฟเอ คัพ 1 สมัย หรือแม้กระทั่งแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อันลือลั่นในปี 1999 อีกด้วย

โชคร้ายที่ระยะเวลาในรั้วโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดดูเหมือนสั้นไปนิด เนื่องจากว่าสตัม ถูกเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ขายให้กับลาซิโอ ในปี 2001 โดยหนึ่งในเหตุผลสำคัญนั้นเช้าใจกันว่า เฟอร์กูสัน ไม่พอใจอย่างมากที่สตัม เขียนในหนังสือชีวประวัติของเขาว่า เฟอร์กี้ อุตสาหะซื้อตัวเขาโดยมิได้รับการอนุญาตจากต้นสังกัดเก่าอย่างพีเอสวี เดี๋ยวนี้ ยาป สตัม ในวัย 44 ปี รับหน้าที่เป็นผู้จัดการทีมเร้ดดิ้ง ในเดอะ แชมเปี้ยนชิพ อังกฤษ

โลร็องต์ บล็องก์

ตำแหน่ง: เซนเตอร์แบ็ก

ชนชาติ: ฝรั่งเศส

โลร็องต์ บล็องก์ อดีตกาลกองหลังทีมชาติฝรั่งเศส ที่เคยคว้าทั้งแชมป์โลก 1998 และก็ยูโร 2000 ถือเป็นผู้เล่นคนที่ 3 ที่ได้สวมเสื้อหมายเลข 6 ของแมนฯ ยูไนเต็ด ภายหลังที่บล็องก์ย้ายจากอินเตอร์ มิลานมาร่วมทีมในปี 2001

เป็นที่ทราบกันว่าเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่ปรึกษาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลก อุตสาหะจะดึงตัว โลร็องต์ บล็องก์ มาร่วมรั้วอสุรกายแดงอยู่หลายหนนับตั้งแต่ปี 1996 แต่ว่ากว่าจะมาเสร็จก็คือในปี 2001 ซึ่งในขณะนั้นบล็องก์ก็มีอายุถึง 35 ปี และก็จะต้องแบกรับความกดดันเป็นอย่างมาก เนื่องจากว่าจะต้องกลายเป็นตัวแทนของ ยาป สตัม เจ้าของหมายเลข 6 คนเก่าที่ถูกขายออกไป

แม้ในตอนแรกๆบล็องก์จะถูกวิจารณ์อย่างหนักจากผลงานที่ไม่ดีนัก แต่ว่าก็สามารถปรับปรุงฟอร์มการเล่น และก็มีส่วนช่วนให้แมนฯ ยูไนเต็ดครองแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 2002-2003 ได้อีกด้วย และก็ในปี 2003 เจ้าตัวก็ประกาศแขวนสตั๊ดทำให้แมนฯ ยูฯ กลายเป็นทีมในที่สุดที่บล็องก์เคยค้าหน้าแข้งในฐานะนักฟุตบอลโดยทันที

ริโอ เฟอร์ดินานด์

ตำแหน่ง: เซนเตอร์แบ็ก

ชนชาติ: อังกฤษ

ริโอ เฟอร์ดินานด์ รังเกียจเบอร์ 6 ขอแปรไปสวมเบอร์ 5

ริโอ เฟอร์ดินานด์ เป็นเจ้าของสัมปทานหมายเลข 6 ของเร้ด เดวิลส์ คนที่ 4 ต่อจากโลร็องต์ บล็องก์ โดยเฟอร์ดินานด์ สวมเบอร์ 6 ลงเล่นเพียงแต่ฤดูเดียวคือ ฤดู 2002-2003 เนื่องจากว่าโลร็องต์ บล็องก์ เปลี่ยนแปลงจากเบอร์ 6 ไปใส่ เบอร์ 5 แต่ว่าภายหลังจากบล็องก์แขวนสตั๊ดในปีถัดมา เจ้าตัวจึงย้ายไปใส่เบอร์ 5 นับแต่ขณะนั้น

กำแพงข้างหลังคนเก่งย้ายจากลีดส์ ยูไนเต็ด มาสู่ถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ด้วยค่าจ้างเป็นอย่างมากถึง 30 ล้านปอนด์ ซึ่งทำให้เจ้าตัวกลายเป็นเจ้าของสถิตินักฟุตบอลอังกฤษที่ค่าจ้างแพงที่สุดขณะนั้น และก็ยังเป็นกองข้างหลังที่ค่าจ้างแพงที่สุดในโลกในขณะดังที่กล่าวมาแล้วอีกด้วย

เฟอร์ดินานด์ บรรลุเป้าหมายอย่างยิ่งในขณะกับอสุรกายแดง โดยมีส่วนช่วยให้ทีมเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก 6 สมัย, ลีก คัพ 3 สมัย,fun888ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 1 สมัย และก็แชมป์สมาคมโลกอีก 1 สมัย นอกจากนี้ยังติดทีมเหมาะสมที่สุดที่ปีของพรีเมียร์ลีกถึง 6 ครั้ง (5 ครั้งกับแมนฯ ยูฯ และก็ 1 ครั้งกับลีดส์ ยูไนเต็ด)

เวส บราวน์

ตำแหน่ง: เซนเตอร์แบ็ก

ชนชาติ: อังกฤษ

เวส บราวน์ ถือเป็นเด็กปั้นของแมนฯ ยูไนเต็ดขนานแท้ เนื่องจากว่าเขากำเนิดในเมืองแมนเชสเตอร์ และก็ถูกดันขึ้นมาจากชุดเยาวชนของอสุรกายแดง ซึ่งบราวน์เป็นทายาทหมายเลข 6 ต่อจาก ริโอ เฟอร์ดินานด์ โดยทันทีในฤดูกาล 2003-2004 ที่เฟอร์ดินานด์ย้ายไปใส่หมายเลข 5

เวส บราวน์ เปิดฉากสนามให้กับเร้ด เดวิลส์ ในวันที่ 4 เดือนพฤษภาคม 1998 ที่แมนฯ ยูไนเต็ด เจอกับลีดส์ ยูไนเต็ด ในฐานะตัวสำรอง ซึ่งในฤดูกาลถัดมาเจ้าตัวก็เริ่มได้ลงเล่นในทีมชุดใหญ่บ่อยขึ้น แต่ว่าในบางครั้งก็ถูกโยกไปเล่นแบ็กขวา แม้ว่าตำแหน่งถนัดของเจ้าตัวจะเป็นตำแหน่งกำแพงข้างหลังตัวกลาง

แม้จะเป็นผู้เล่นที่แฟนอสุรกายแดง หรือทีมอื่นๆค่อนขอดในเรื่องที่เจ้าตัวมักมีข้อผิดพลาดอยู่บ่อย แต่ว่าตลอดระยะเวลาการค้าหน้าแข้งในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เจ้าตัวก็คว้าเหรียลรางวัลไปครองอย่างล้นหลาม เช่น พรีเมียร์ลีก 7 สมัย, เอฟเอ คัพ 2 สมัย, ลีก คัพ 3 สมัย และก็ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2 สมัย

จอนนี่ อีแวนส์

ตำแหน่ง: เซนเตอร์แบ็ก

ชนชาติ: ไอร์แลนด์เหนือ

จอนนี่ อีแวนส์ กำแพงข้างหลังทีมชาติไอร์แลนด์เหนือที่เติบโตมาพร้อมกับอคาเดมี่ ของแมนฯ ยูไนเต็ด ถือเป็นเจ้าของเสื้อหมายเลข 6 คนปัจจุบันก่อนที่จะมันจะว่างลง เป็นระยะเวลา 1 ฤดู ข้างหลัง อีแวนส์ ย้ายไปร่วมทัพเวสต์บรอมวิช ในปี 2015 ก่อนที่จะ ปอล ป็อกบา จะมาสานต่อในฤดูกาลนี้

อีแวนส์คืออีกหนึ่งลูกหม้อที่เติบโตมาพร้อมกับอสุรกายแดงโดยแท้จริง เนื่องจากว่าเป็นผู้เล่นที่ถูกดันขึ้นมาจากอคาเดมี่ของสมาคม ซึ่งในตอนแรกๆก็มิได้มีโอกาสลงสู่สนามให้ทีม เนื่องจากว่าถูกปลดปล่อยให้ทีมอื่นๆยืมตัวไปใช้งาน จนกระทั่งปี 2007 ก็ได้เปิดฉากสนามกับทีมชุดใหญ่ของแมนฯ ยูไนเต็ดในเกมลีก คัพ กับวัวเวนทรี

ดังนี้ในตอนแรกเจ้าตัวมิได้สวมหมายเลข 6 แต่ว่าเป็นหมายเลข 23 จนตราบเท่า ฤดู 2011-2012 ก็ได้มาสวมเสื้อเบอร์ 6 นี้ ภายหลังที่ เวส บราวน์ ซึ่งเป็นเจ้าของสัมปทานเดิมย้ายทีมไปอยู่กับซันเดอร์แลนด์

ถ้าหากไล่ดูกรยชื่อบรรดาเจ้าของสัมปทานหมายเลข 6 คนก่อนๆก็จะเห็นได้ว่า บรรดาผู้เล่นเหล่านั้นต่างมีตำแหน่งเซนเตอร์แบ็ก หรือกำแพงข้างหลังตัวกลางด้วยกันทั้งนั้น แตกต่างจาก ปอล ป็อกบา ที่มีตำแหน่งเป็นมิดฟิลด์ มิหนำซ้ำยังค่อนไปทางมิดฟิลด์ตัวทำเกมรุกอีกด้วย

แต่ว่าคงจะไม่ใช่เรื่องที่แปลกประหลาดนัก เนื่องจากว่าในปัจจุบันพวกเราเห็นผู้เล่นผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยใส่หมายเลขที่บางทีอาจจะมิได้ตรงกับภาพในอุดมคติเรื่องหมายเลขเสื้อของใครหลายๆคน เนื่องจากว่าพวกเรามักรู้สึกว่า หมายเลข 1 คือผู้เฝ้าประตู, หมายเลข 10 คือเพลย์เมกเกอร์, หมายเลข 9 คือหัวหอกตัวเป้า

ดังเช่น หมายเลข 1 ที่กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ปลายๆแน่ๆว่าต้องเป็นผู้เฝ้าประตูที่ใส่เบอร์นี้ แต่ว่าไม่ใช่ว่าจะไม่มีผู้เล่นเอาต์ฟิลด์ที่เคยสวมเบอร์นี้ เนื่องจากว่าพานเทลิส คาเฟส อดีตกาลนักฟุตบอลทีมชาติกรีซซึ่งเล่นเป็นกองกลางเคยใส่หมายเลข 1 โลดแล่นบริเวณแดนกลางมาแล้วในสมัยที่ค้าหน้าแข้งอยู่กับเออีเค เอเธนส์ และก็ โอลิมแฉะอส

ด้วยเหตุนี้แล้วแม้หมายเลขของ ปอล ป็อกบา ที่สวมลงสู่สนามให้กับแมนฯ ยูไนเต็ด ฤดูนี้จะเป็นหมายเลข 6 ก็คงจะไม่น่างงงวย เนื่องจากว่าสมัยที่อยู่กับยูเวนตุสเจ้าตัวก็ใส่เบอร์ 6 มาถึง 3 ปี ก่อนจะย้ายมาใส่เบอร์ 10 ภายหลังจากคาร์ลอส เตเวซ ย้ายออกกจากทีมไป

ลึกๆแล้วเชื่อว่าป็อกบา และก็แฟนอสุรกายแดงเองก็บางทีอาจจะต้องการให้มิดฟิลด์ค่าจ้างแพงรายนี้ใส่หมายเลข 10 แต่ว่าคงจะเกิดเรื่องยากยิ่ง เนื่องจากว่าเจ้าของเบอร์ 10 คนเดี๋ยวนี้มีตำแหน่งเป็นถึงกัปตันทีม แถมค่าตอบแทนเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนั้นแล้วทางเดียวก็คือภาวนาให้เจ้าของคนเก่าครบวาระกับทีมเสียเชิง ฮ่าๆ

DELE ON SHIRT

ว่ากันด้วยเรื่องของความ ''อินดี้'' ศัพท์นี้เป็นศัพท์ที่ข้อกำหนดขึ้นโดยวัยรุ่น (ไหน?) ประเทศไทยที่ตัดเอาเฉพาะพยางค์หน้าของคำว่า ''Independent'' มาเรียกสั้นๆเพื่อความเข้าใจกล้วยๆกับคำนิยามเรียกตัวเป็น อิสระ

จริงๆแล้วก็ไม่รู้จักหรอกว่าคนไหนกันแน่ใช้มันเป็นคนแรก ก็แค่จู่ๆคำนี้ก็กระจัดกระจายในสังคมวันรุ่นไทย และจากนั้นก็ใช้กระจัดกระจายต่อกันไปแบบไม่มีที่ไปที่มา ใช้กันแบบงวยงงๆ

มันเป็นศัพท์ที่ใช้บอกสื่อสารกันทั่วไป ไม่ต้องเป็นทางการอะไรมาก เอาเพียงแค่ว่าเข้าใจตรงกันเป็นเพียงพอว่ามันหมายถึงแบบงี้

ตรงนี้ล่ะมั้งที่เรียกว่า อิสระ

อิสระในการคิด, การพูด, การแต่งตัว หรือการทำอะไรนอกกรอบ แปลกๆแปลกที่คนทั่วไปไม่ค่อยทำกัน ถ้าเกิดเป็นด้านบวกก็เรียกว่า ความคิดสร้างสรรค์ แต่ถ้าเป็นอีกด้านเรียกแบบซอฟต์ๆหน่อยก็คงจะเป็น ไอ้นี่ไม่มีประโยชน์แน่นอน!!

หลายวงการเริ่มแผ่กว้างความนึกคิดนอกกรอบ ไอเดียล้ำๆผุดขึ้นมาให้เปลี่ยนเป็นจุดขาย เปลี่ยนเป็น ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ให้คนทั่วๆไปมองเห็นแล้วรู้สึกหลงใหลต้องการทำตามอย่างบ้าง

และก็วงการบอลก็ยอดเยี่ยมในนั้น ไล่ตั้งแต่แฟชั่นสตั๊ดสีจี๊ดๆแฟชั่นทรงผม เบอร์เสื้อแปลกๆและก็ที่ครีเอตไม่แพ้เรื่องอื่นเลยก็คือ ชื่อนักฟุตบอลข้างหลัง

แม้มันจะมองไม่แปลกแปลกเยอะแค่ไหน แต่ก็เพียงพอเรียกความเป็นกระแสที่ได้รับความนิยมได้ไม่น้อย ทั้งชื่อสมญานาม ชื่อกึ่งกลาง หรือชื่อหน้า มีให้มองเห็นกันมากมาย

ถ้าไม่นับพวกนักฟุตบอลในลีกอเมริกาใต้ทั้งหลาย หรือบางคราวนักฟุตบอลเชื้อสายสแปนิช, โปรตุกีส หลายท่านที่จึงควรย่อชื่อ ด้วยเหตุว่าชื่อทางการจริงๆมันยาวกระทั่งยากที่จะยัดใส่ข้างหลังเสื้อให้พอดิบพอดี มันก็เลยจำต้องครีเอตกันหน่อย

แต่สำหรับนักฟุตบอลทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งลำแข้งพรีเมียร์ลีกที่มีชื่อหน้า และก็ชื่อสกุลธรรมดา โดยมากจะสกรีนเป็น ชื่อสกุลเอาไว้ ด้วยเหตุว่าถ้าใช้ชื่อหน้ามันก็เกร่อกระทั่งเกินความจำเป็น อย่างเพียงแค่เรียกชื่อ โจนาธาน เพียงแค่ครั้งเดียวคนก็หันพร้อมกันเป็นพันแล้ว

จะมีเพียงแต่กลุ่มเล็กๆเท่านั้น ที่ฉีกความธรรมดาสามัญของชาวบ้าน เอาที่เพียงพอจะจดจำได้เลยก็ ราเวล มอร์ริสัน อดีตกาลลำแข้งพรสววรค์ของแมนฯ ยูไนเต็ด ที่ปักชื่อหน้าของตัวเองด้านบนหมายเลขเสื้อ ในตอนที่ค้าลำแข้งกับ ''ขุนค้อน''

ฮาเวียร์ เอร์นานเดซ ลูกกระสุนสำรองของผีแดงก็เช่นเดียวกันที่เอาสมญานาม ชิชาริโต้ มาเป็นจุดขาย เรียกกระแสความบ้าของแฟนบอลได้มากพอๆกับซูเปอร์สตาร์ตัวหลักของทีมเลย

หรือถ้าเกิดจะนั่งไทม์แมชีนกลับไปอีกหน่อย อดีตกาลลำแข้งผีที่โปรไฟล์ไม่ธรรมดา เมื่อพกเอาเลือดเนื้อเชื้อไขของความเป็นอัจฉริยะลูกหนังของผู้เป็นบิดาผู้ครอบครองสมญา ''นักฟุตบอลทวยเทพ'' ก็ยังสกรีนชื้อหน้า ยอร์ดี้ ไว้สั้นๆเลย

แม้กระทั้ง คริสเตียน เบนิเตซ กับสมญานาม ชูโช่ บนหมายเลข 11 กับอาภรณ์เบอร์มิงแฮม หรือ สเตลิออส ยานท้องนาวัวปูลอส กับชื่อ สเตลิออส สมัยเป็นจอมทัพให้โบลตันเองก็เป็นไปกับเขาด้วย

ลุกลามมาจนถึง เมมฟิส เดอปาย ที่ใช้ชื่อหน้าของตัวเองเป็นเพราะเหตุว่าเขาไม่ค่อยมีความผูกพันธ์กับคุณพ่อเสียเยอะแค่ไหน เลยหยิบนำชื่อหน้ามาใช้บนข้างหลังเสื้อของตัวเอง แต่มันก็มองอินดี้ดีเช่นกัน

ปัจจุบันความอินดี้ได้รับการสืบสานถัดมาจนถึง เดเล่ อัลลี่ มิดฟิลด์ดาวรุ่งพุ่งแรงของ ''ไก่เดือยทอง'' เมื่อซีซั่นนี้กองกลางวัย 20 ปีจะเปลี่ยนแปลงมาใช้ชื่อหน้าของตัวเองที่ข้างหลังเสื้อ หลังจากฤดูกาลที่แล้วใช้อัลลี่มา 1 ฤดูกาลเต็มๆ

''ที่ผมอยากได้ใช้ชื่อของผมแทนชื่อสกุล ด้วยเหตุว่าผมคิดว่าผมไม่มีความผูกพันอะไรทั้งสิ้นกับ ชื่อชื่อสกุลอัลลี่''

''นี่ไม่ใช่การตัดสินของผมผู้เดียว แต่เมื่อลองเสวนาขอคำแนะนำกับครอบครัวแล้ว ผมก็เลยทำแบบนั้นโดยทันที'' ดาวรุ่งยิดโด้ให้เหตุผลที่จำต้องเปลี่ยนแปลงชื่อว่าอย่างนี้

ได้ยินเรื่องของอัลลี่แล้วเชิญหม่นหมองบางส่วน เมื่อครอบครัวที่เขาเอ่ยถึงนั้น มิได้อบอุ่นราวกับคนทั่วไปซักเท่าไหร่ เริ่มตั้งแต่การหย่าร้างของบิดามารดาก่อนที่จะเขาจะลืมตามองโลก ซ้ำร้ายไปกว่านั้นเป็นการจำต้องจากผู้เป็นแม่ตั้งแต่อายุ 13 ปี ต้นสายปลายเหตุก็เพราะว่าแม่ติดเหล้า

จากนั้นก็แต่งงานที่บริบูรณ์พร้อมกว่าเป็นผู้ชุบเลี้ยงเขาในฐานะลูกบุญธรรม ช่วยส่งเสริมให้อัลลี่เดินทางตามความฝันของตัวเองเสร็จ

เริ่มทางการเป็นนักฟุตบอลกับ สิตี้ วัวลต์ ก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงถิ่นที่อยู่อาศัยของสถานที่เรียนลูกหนังสู่ ไม่ลตัน คีนส์ ตอนอายุ 11 ขวบ และก็ผ่านการบ่มเพาะประสบการณ์กับระบบเยาวชนของทีม และก็เมื่อเริ่มเขี้ยวถึงที่เหมาะก็เลยได้รับจังหวะให้เปิดฉากกับทีมชุดใหญ่ในอายุ 16 ปี ด้วยการลงเป็นตัวสำรองในเกมที่เสมอ เคมบริดจ์ 0-0 ศึกเอฟเอ คัพ เมื่อวันที่ 2 พ.ย. 2012

และก็เกมที่โล่งเกิดของเขากับบทบาทนักฟุตบอลอาชีพ เป็นการเป็นตัวหลักช่วยให้ ไม่ลตัน คีนส์ ล้ม แมนฯ ยูไนเต็ด ในเกมลีก คัพ รอบ 2 ด้วยสกอร์ที่จำต้องขยี้ตาซ้ำมากมายรอบ เมื่อตัวเลข 4-0 บนสกอร์บอร์ดปรากฏสู่สายตาแฟนบอลในวันนั้น

จบเกมปุบปับ แสงสว่างสปอตไลต์ส่องไปที่ เดเล่ อัลลี่ ปั๊บ แถมยังเนื้อหอมถึงขึ้นยักษ์ใหญ่อย่าง บาเยิร์น มิวนิค และก็ ลิเวอร์พูล เบียดไหล่ชะเง้อชะแง้คอตามจีบดาวรุ่งเนื้อหอมรายนี้ให้ย้ายไปร่วมทีม

ดังได้ไม่นานการย้ายทีมก็เกิดขึ้นจริงๆแต่สโมสรใหม่ของอัลลี่ก็ไม่ใช่ทั้งสองทีมที่ว่ามา ถ้าเป็น ''ไก่เดือยทอง'' ที่เป็นฝ่ายสมหวัง และก็ที่นี่เอง อัลลี่เริ่มฉายออร่าเทพไต่เต้าเองขึ้นมาเล่นกับทีมชุดใหญ่ได้เสร็จ กับผลงานการซัด 10 ประตูในลีกจากการลงเล่นทั้งหมด 33 เกม แถมด้วยแอสซิสต์ไป 9 ครั้ง

ฟอร์มเด่นได้ขนาดที่ รอย ฮ็อดจ์สัน จึงควรหนีบไปลุยยูโร 2016 ที่ฝรั่งเศส ด้วยเลย

เมื่อโปรไฟล์ในเรซูเม่ของลำแข้งดาวรุ่งงดงามไม่มีที่ติเตียนขนาดนี้ ก็ไม่แปลกที่เขาจะได้รับรางวัลดาวรุ่งเยี่ยมที่สุดแห่งปีของซีซั่นที่แล้ว มาเป็นเกียรติตำแหน่งประจำตัว

ฟอร์มส่งประกาย แถมมีรางวัลส่วนตัวรับรองความยอดเยี่ยมขนาดนี้ อยากจะอินดี้ขนาดไหนก็ไม่มีใครกล้าต่อต้าน ถ้าคาดคั้นฝีเท้าให้เป็นที่แจ่มแจ้งก่อนเป็นขั้นแรก ที่เหลือสุดแล้วแต่สไตล์คุณ

ซึ่งฤดูกาลใหม่นี้ เดเล่ อัลลี่ ยอดเยี่ยมในลำแข้งอินดี้ที่ใช้ชื่อหน้าของตัวเองเป็นชื่อข้างหลังเสื้อแข่ง ร่วมกับ เมมฟิส เดอปาย ตัวรุกขอบเส้นจากค่ายสีแดงแห่งเมืองแมนเชสเตอร์

ที่เพียงพอเทียบเคียงความอินดี้แล้วมีพอกัน แต่ฝีเท้าที่แสดงออกมาสู่สายตาแฟนบอลทั่วทั้งโลกโคตรจะแตกต่างกันเลย

อันดับ 4 ลีกอังกฤษ หรือแชมป์ ยูโรปา ลีก?

หากไม่เกิดเหตุ ''ก๊อดซิลล่า Vs. คิงคอง'' ขึ้นบนโลกเน่าๆของพวกเราซะก่อน พวกพ้องปีศาจแดงคงจะตะกุยผ่านเข้ารอบ 8 กลุ่มในที่สุด ยูโรปา ลีก ได้สำเร็จ
นี่เป็นโทรฟี่ที่มีความจำเป็นระดับยอดเพียงแต่รายการเดียวของยุโรปในที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ยังไม่เคยสัมผัสอย่าว่าแต่ว่าสัมผัสเลยขอรับ – ไม่เคยเฉียดใกล้ด้วยซ้ำ
ดูราวกับว่าถ้วยนี้ไม่ค่อยถูกโฉลกกับ แมนฯ ยูไนเต็ด สักเท่าไหร่ แถมส่วนใหญ่พวกเขามักใช้ชีวิตอย่างหรูหราและมีเทือกเถาเหล่ากอกว่าบนเส้นทางสาย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกนานๆถึงจะลดตัวเองลงมาเล่นในถ้วยนี้สักครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการถูกบังคับให้มาแบบไม่ค่อยเต็มใจเพียงแต่ฤดูกาลนี้ ถ้วย "ยูโรปา ลีก" เปลี่ยนเป็นวัตถุประสงค์อันดับหนึ่งที่พวกพ้องปีศาจแดงจำเป็นต้องเอามาให้จงได้
เว้นแต่จะหมายคือเกียรติประวัติและความสำเร็จ มันบางทีอาจจะเป็นเพียงแต่คราวทางเดียวที่ช่วยให้พวกเขากลับเข้าสู่เส้นทางสาย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อีกที
การกลับไปเล่นในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นับว่าสำคัญสำหรับ แมนฯ ยูไนเต็ด มากครับ สำคัญทั้งในแบบ "รูปธรรม" และ "นามธรรม" เลยทีเดียว เนื่องจากเว้นแต่จะเป็นแหล่งรายได้มากมาย – การได้มีส่วนร่วมในรายการนี้ไม่มีความต่างจากพลังยั่วยวนใจผู้เล่นระดับดาวดังให้มาร่วมกลุ่มอีกด้วยที่สำคัญเป็นการเบียดตัวเองเข้ามาเป็น 1 ใน 4 ขั้นตอนแรกของตารางพรีเมียร์ลีกดูจะเกิดเรื่องยากมากยิ่งขึ้นทุกครั้ง
วันก่อนเพิ่งครบรอบ 100 วันที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ค้างที่อยู่ในชั้น 6 ของตารางพรีเมียร์ลีก ว่าและจากนั้นก็ล้อเลียนกันสนุกสนามตามสูตรสำเร็จของโลกโซเชี่ยลจริงๆคงจะทำบุญสุนทานร้อยวันไปเลย – ไหนๆก็อยู่ในชั้น 6 ครบ 100 วันแล้วนี่ 555
ประมาณดูแล้ว ฤดูกาลนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด คงจะหนีชั้น 6 ไม่พ้นแล้วล่ะ เนื่องจากจะว่าไปในฤดูกาลนี้ พวกเขาได้โอกาสสลัดชั้น 6 ของตนทิ้งไม่ต่ำลงยิ่งกว่า 4-5 ครั้งครั้งใดก็ตามโอกาสพุ่งเข้ามาหาก็มักมีอันจำเป็นต้องเกิดอะไรขึ้นสักอย่าง ยกตัวอย่างเกมปัจจุบันที่เซิ้งกับ บอร์นมัธ ในบ้าน
เกมนั้นหากผู้ร่วมทีมของ โชเซ่ มูรินโญ่ เป็นฝ่ายมีชัยก็จะดีดชั้น 6 ทิ้งไปได้อย่างแน่แท้อย่างน้อยๆ2 อาทิตย์ แต่จนแล้วจนรอดก็กลับแออัดความแพ้พ่ายให้ผู้มาเยือนมิได้ ทั้งๆที่คู่แข่งเหลือผู้เล่น 10 แถม แมนฯ ยูไนเต็ด ได้จุดโทษอีกต่างหากอีหรอบนี้คงจะถูกใครบางคนบนฟ้ากลั่นแกล้งแล้วล่ะหรือไม่ก็คงจะถูกสาบให้อยู่ในชั้น 6 ตลอดไปตราบจนกระทั่งจะจบฤดูกาล แค่นี้ไม่พอการมีศึกอื่นๆรอบด้านทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ลงแข่งในพรีเมียร์ลีกล้าช้ากว่าคู่ต่อสู้อย่าง ลิเวอร์พูล
สถานการณ์ปัจจุบัน กลุ่มชั้น 6 ของตารางอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด ถูกกลุ่มชั้น 4 อย่าง ลิเวอร์พูล ทิ้งห่างไปเป็น 6 แต้มแล้ว แม้จะแข่งน้อยกว่า 2 นัดหมายก็ตามแต่ต่อยก่อนเหนือกว่าครับเป็นตาม 6 แต้ม โดยแข่งน้อยกว่า 2 นัดหมาย มองผิวเผินเสมือนไม่เสียเปรียบอะไร – แค่ชนะ 2 นัดหมาย แต้มก็จะเสมอกันทันที
แต่ทว่ามันยังไม่เกิดขึ้นยังไงขอรับ และจากนั้นก็ไม่มีอะไรมาค้ำประกันเพราะ แมนฯ ยูไนเต็ด จะชนะทั้ง 2 นัดหมายที่หลงเหลือ ผิดกับ ลิเวอร์พูล ที่ลงเล่นไปเป็นระเบียบ และนำอยู่ 6 แต้มเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว

เทียบเป็นจุดโทษ ลิเวอร์พูล ก็ฆ่าไปก่อน 2 ลูก โดยเข้าไปตุงตาข่ายทั้ง 2 ลูก ในขณะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้โอกาสยิงคราวหลัง 2 ครั้ง แต่ต่อให้เข้าทั้ง 2 ครั้งก็ทำได้แค่ตีเสมอ ไม่ซ้ำยังกดดันกว่าต่อนี้ไปมาดูโปรแกรมที่คงเหลือของทั้ง 2 กลุ่มครับ
ลิเวอร์พูล เหลือเจอกลุ่มใหญ่ร่วมกันเพียงแค่นัดหมายเดียว เป็นบุกไปเยี่ยม แมนฯ ซิตี้ ในวันอาทิตย์นี้ และจากนั้นก็มีศึกเมอร์ซี่ย์ไซด์ดาร์บี้อีกนัดหมาย ยิ่งกว่านั้นอีก 8 นัดหมายที่เหลือ มีแต่กลุ่มที่เล็กกว่า ขณะโปรแกรมที่เหลือของ แมนฯ ยูไนเต็ด นับว่าหนักกว่าครับ เนื่องจากยังจำเป็นต้องเจอกลุ่มใหญ่อย่าง เชลซี, สเปอร์ส, อาร์เซน่อล รวมถึงนัดหมายหลงเหลือกับ แมนฯ ซิตี้ แถมผลงานในการเจอกลุ่มพิกัดใกล้เคียงกันไม่ค่อยโสภาสักเท่าไหร่ เนื่องจากเพิ่งเอาชนะได้แค่ "น้องไก่" กลุ่มเดียวในฤดูกาลนี้
ด้วยเหตุผลดังกล่าวการหวังว่าจะได้ชั้น 4 บนตารางพรีเมียร์ลีก และได้แชมป์ ยูโรปา ลีก ด้วยดูจะเป็นอะไรที่เกินกำลังไปสักนิดว่าแล้วคงจะจำเป็นต้องเลือกขอรับ เลือกไปทางใดทางหนึ่งแบบเต็มตัว เนื่องจากมันคงจะยากที่จะเก็บคุณไว้ทั้ง 2 ตัว เอ๊ย! 2 คน
พรีเมียร์ลีก เหลืออีก 11 นัดหมาย ตามหลังชั้น 4 อย่าง ลิเวอร์พูล 6 แต้ม แข่งน้อยกว่า 2 นัดหมาย ประตู-ได้เสียเป็นรองอยู่ถึง 8 ประตู หมายความว่าต่อให้ชนะทั้ง 2 นัดหมายในเกมหลงเหลือ หากคิดจะแซงหงส์แดงก็จำเป็นต้องชนะคู่แข่ง 2 นัดหมายรวมกันให้ได้มากกว่า 8 ประตูและไม่เพียงแค่ ลิเวอร์พูล ยังมีกลุ่มชั้น 5 อย่าง อาร์เซน่อล ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด จำเป็นต้องฟาดฟันด้วย
อย่างงี้เบนเป้าไปที่ ยูโรปา ลีก เต็มตัวเลยดีมากยิ่งกว่า เนื่องจากหากเอาชนะ คอยสตอฟ ได้สำเร็จในเกมเมื่อคืนวันพฤหัสฯ หากจะไปให้ถึงตำแหน่งแชมป์ก็เหลืออีกแค่ 5 เกมเพียงแค่นั้น (2 เกมในรอบ 8 กลุ่ม + 2 เกมในรอบตัดเชือก + 1 เกมในนัดหมายชิงฯ)
หากคิดจะเอาทั้ง 2 รายการ เป็นชั้น 4 ด้วย แชมป์ ยูโรปา ลีก ด้วย เว้นแต่จะเกินกำลังแล้ว บางเวลามันบางทีอาจดึงคุ้นเคยจนกระทั่งพุ่งชนความไม่ประสบผลสำเร็จทั้ง 2 รายการ…ก็…เป็น…ได้
ทางที่ดีเดิมพันกับแชมป์ ยูโรปา ลีก ไปเลยดีมากยิ่งกว่า ว่าและจากนั้นก็เอาค้อนปอนด์มา "ทุบหม้อข้าว" ของตนในพรีเมียร์ลีกทิ้งไปเลย!
เป็นไม่ต้องสนกับการแย่งชิงชั้น 4 อีกต่อไปพลางทำใจสารภาพชั้น 6 ของตนว่ามันก็น่ารักน่าเอ็นดูดีเช่นเดียวกันนะ แล้วเน้นไปในเส้นทางสาย ยูโรปา ลีก เพียงแต่รายการเดียว เปรียบได้กับการทุบหม้อข้าวตัวเองทิ้ง เพื่อเข้าตีฐานทัพของข้าศึก ถ้าหากไม่ชนะ ถ้าหากยึดมิได้ก็จะไม่มีข้าวสวาปามส์ เนื่องจากตัวเองทุบหม้อข้าวแตกหมดแล้ว ด้วยเหตุนั้นจำเป็นต้องเอาชนะข้าศึกหรือครอบครองแชมป์ให้ได้เพียงแต่สถานที่เดียว
ย้อนกลับไปในปี 2005 ลิเวอร์พูล จากภูมิปัญญาของกุนซือหนวด – ราฟาเอล เบนิเตซ ก็เคยใช้วิธีนี้ครับ เป็นทุบหม้อข้าวตัวเองทิ้งไปเลย โดยจัดกลุ่มแบบไม่เต็มดูดในพรีเมียร์ลีก เพื่อเน้นย้ำใน แชมเปี้ยนส์ ลีก เพียงอย่างเดียว (จนกระทั่งถูกเพื่อนพ้องร่วมเมืองอย่าง เอฟเวอร์ตัน เอาชั้น 4 ไปครอบครอง)

ยุโรปในฝันเลสเตอร์

อาทิตย์ข้างหน้าเหล่าเกมบอลสโมสรยุโรปรอบ 8 ทีมสุดท้ายจะเริ่มทำการแข่งขันชิงชัย โดยเหลือผู้แทนจากอังกฤษถ้วยละทีม เลสเตอร์ กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ความคาดหมายไม่เหมือนกัน

แน่ๆว่า "จิ้งจอกสยาม" ไม่ใช่ตัวเก็งแชมป์ แต่การจับสลากเจอ แอตเลว่ากล่าวโก มาดริด ถือว่ามีโอกาสไม่น้อยในการลุ้นเข้านรอบตัดเชือก ชปล.

ด้วยเหตุผลดังกล่าวเกมนัดแรกคืนวันพุธนี้รับประกัน เลสเตอร์ ใส่สุดชีวิตแน่ เป็นนัดหมายที่ฤดูกาลที่จำเป็นต้องลุ้นเอาชัยชนะแลกเปลี่ยนมาด้วยหยดเหงื่อ

ส่วน แมนฯ ยูไนเต็ด เป็น "เต็ง1" ยูโรป้าFun88ลีก จับสลากเจอ อันเดอร์เล็ทช์ มีโอกาสเข้ารอบรองฯ ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ประคองสโผลงณการณ์ให้ดีเหอะ ถ้วยใบนี้มีความหมายเป็นอย่างยิ่งต่อภูติผีแดง

1. เส้นทางลัดสู่ ยูฟ่า แชมป์เปียนส์ ลีก ปีหน้า

2. แมนฯ ยูไนเต็ด ยังไม่เคยได้แชมป์รายการนี้มาก่อน นี่คือถ้วยใบเดียวที่ยังขาดในตู้โชว์ นอกเหนือจากนี้ได้มาหมดแล้ว

เป็นงานท้าความรู้ความเข้าใจของ โชเช่ มูรินโญ่ จริงๆขอรับ ด้วยเหตุว่าเหตุการณ์ในตารางพรีเมียร์ลีกไม่ดี บางทีอาจไม่ติด1ใน4ลำดับแรก ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงจำเป็นต้องลุ้นแชมป์ถ้วยใบนี้สถานเดียว

เกมพรีเมียร์ลีกที่บ้าน ซันเดอร์แลนด์ อาทิตย์นี้ แมนฯ ยูไนเต็ด อาจลุ้นอีกเฮือกนึงเป็นเกมชี้ชะตาคือถ้าพลาดอีกตั้งแต่นี้ต่อไปบางทีอาจไม่เต็มร้อยปล่อยหลุดมือบ้าง เพื่อเก็บความสดเอาไว้บดคู่แข่งในเวทียุโรปดียิ่งกว่า โบนัสมันไม่เหมือนกัน

จะเห็นได้ว่าทั้ง แมนฯ ยูไนเต็ด และ เลสเตอร์ ต่างมีเป้าหมายในเวทียุโรปที่แตกแต่างกัน บังเอิญวันอาทิตย์นี้จำเป็นต้องลงสู่สนามเล่นเป็นทีมเยือนด้วยกันทั้งสองจิ้งจอกสยามก็จำเป็นต้องไปเยือน เอฟเวอร์ตัน น่ากังวลเรื่องผลของการแข่งขันนัดหมายนี้อยู่เหมือนกันแฮะ

อย่างไรก็ตาม การลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกปลายฤดูกาลนี้ยังคงมีใจความสำคัญให้จำเป็นต้องถกกันถัดไป เมื่อช่องว่างคงเหลืออยู่ 7 คะแนน สเปอร์ส บางทีอาจเป็นทีมเดียวที่มีโอกาสยื้อแชมป์กับ เชลซี เหลือการแข่งขันชิงชัยอีก 8 นัดหมาย โค้งสุดท้ายมาถึงแล้ว

เสาร์นี้ สเปอร์ส ลงเตะก่อนแถมเล่นในบ้าน ถ้าชนะก่อนจะลดช่องว่างเหลือ 4 คะแนน บีบคั้น เชลซี นิดๆด้วยเหตุว่าสิงห์บลูจำเป็นต้องออกนอกบ้านไปเยือน บอร์นมัธ ไม่ใช่เกมง่ายซะทีเดียว

หากผลของการแข่งขันระหว่าง 2 ทีมนี้สวนทางกันอีกอาจเปลี่ยนเป็นใจความสำคัญร้อนขึ้นมาโดยทันที ไม่ว่าจะพลิกไปทางไหน

เมื่อกลางอาทิตย์ทั้ง 2 ทีมต่างเก็บความมีชัยมาได้เหมือนกันเป็น 3 คะแนนที่น่าทึ่งทั้ง เชลซี และ สเปอร์ส ขนาด เป๊ป กวาร์ดิออล่าว์ ยังยอมยกธงขาวในการไล่ล่าแชมป์ไปแล้ว

ไม่ยอมได้ยังไงล่ะ! แมนฯ ซิตี้ คะแนนตามหลัง เชลซี 14 แต้ม ไล่กวดอย่างไรก็ไม่มีวันทัน ด้วยเหตุว่าเหลือ 8 เกมเท่ากัน

เมื่อเวสต์แฮมปลดแล้ว

จะดี-ร้ายสักเพียงใด เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ก็คงจะมีที่ยืนในสังคมพรีเมียร์ลีกฤดูหน้าถัดไป ข้างหลังเพิ่งจะกำชัยล้ำค่าในเกมพนันแต้มไป-กลับเมื่อวันเสาร์ก่อนหน้าที่ผ่านมา
ชัยเหนือสวอนซี สิตี้ จากประตูโทนของ เชคู กูยาเต้ ได้ส่งให้ทีมขุนค้อนของ สลาเวน บิลิช หายใจโล่งเตียนคอขึ้นมากในชั้น 14 ของตารางคะแนน เหนือสิ่งอื่นใดยังดีดตัวทิ้งห่าง "หงส์ขาว" คู่ปรับในสนามเมื่อวันวานไปไกลถึง 8 แต้มอีกต่างหากจึงนับว่าเป็นแมตช์ปลดแอกสำหรับชาว "เดอะ แฮมเมอร์ส" อย่างแท้จริง ข้างหลังพบเจอระยะเวลาตกอับสุดอธิบายปราชัยในลีก 5 นัดหมายรวด ไล่ตั้งแต่แพ้เชลซี 1-2, บอร์นมัธ 2-3, เลสเตอร์ 2-3, ฮัลล์ สิตี้ 1-2 แล้วก็อาร์เซน่อล 0-37 เกมต่อเนื่องกันไม่ชนะคนใดกันแน่ ได้แค่ 2 แต้มจากผลเสมอเวสต์บรอมวิช 2-2 แล้วก็วัตฟอร์ด 1-1ย้อนไกลกว่านั้น 9 แมตช์ปัจจุบันได้เฮเพียงแต่อันเดียวจากทริปลุยใต้ไปตีเซ่าธ์แฮมป์ตัน 3-1
เพลานี้สภาพอากาศในกรุงลอนดอนช่างแจ่มใสสมกับฤดูใบไม้ผลิ มีแดดออกลมพัดกำลังดี ถ้าเกิดแต่ว่าคนละอารมณ์กันอย่างสิ้นเชิงในหมู่กองเชียร์เวสต์แฮม
สลาเวน บิลิช ผู้จัดการทีมชาววัวรแอตเรียกร้องให้ลูกทีมยืนหยัดต่อสู้ร่วมกันระหว่างแถลงข่าวก่อนแมตช์ แล้วก็ในที่สุดก็มาได้รางวัลทดแทน
รูปเกมโดยรวมอาจไม่ค่อยสวยงาม ต่อเมื่อแง่งามคือ "ชัย" แล้วก็ผลหน้าที่เล่นเกมรับที่น่าประทับใจ ไม่เสียประตูหนแรกในรอบ 11 นัดหมาย
ไลน์-อัพเปลี่ยนแปลงเพียงแต่ตำแหน่งเดียวจากนัดหมายเยือนอาร์เซน่อลเมื่อกลางสัปดาห์ โดยส่ง โรเบิร์ต สน็อดกราสส์ ลงตัวจริงแทน แอนดี้ แคร์โรลล์ หอพักกร่างใหญ่ซึ่งสภาพร่างกายไม่ฟิต
ดูตามกระบวนการยืน สน็อดกราสส์ ลงเลื้อยขอบทางขวา อีกฟากเป็น มานูเอล ลันสินี่ ส่วน มิคาอิล อันโตนิโอ ถูกดันเล่นกองหน้าสลับกันขึ้นกับ อันเดร อายิว ผู้ได้ลงล่าตาข่ายต้ขึ้นอยู่กับเก่า
นอกเหนือจากนี้อย่างเดิม มาร์ค โนเบิล กัปตันทีมคุมดินแดนกลางร่วมกับ กูยาเต้ แบ็กโฟร์มี แซม บายแรม, โชเซ่ ฟอนเต้, เจมส์ คอลลินส์, อาร์กตูร์ มาซูอากู แล้วก็ผู้เฝ้าประตู ดาร แรนดอล์ฟ
ลูกทีมของ บิลิช ทุ่มเทเป็นพิเศษตั้งแต่คุณครู เควิน เฟรนด์ เป่านกหวีด มีลุ้นฉับพลันจากช่องทางของ อันโตนิโอ รวมทั้งจังหวะที่ ลูคัส ฟาเบียนสกี้ ตะปบลูกโขกเผาขนจาก สน็อดกราส์ บนเส้นประตูพอดิบพอดี
เวสต์แฮมทำสกอร์นำจนได้ใน "ระยะเวลานรก" นาที 44 จากบอลเริ่มแรกที่ โนเบิล ผู้ฉลองสวมเสื้อเลือดหมู-ฟ้าครบหลัก 400 ป้ายขึ้นหน้าให้ สน็อดกราสส์ มอบพาน กูยาเต้ ตะบันเต็มข้อ 25 หลาทิ่มตูดตาข่าย
ชอตถัดมา ห้องเครื่องทีมชาติเซเนกัล ปรี่เข้าไปสวมกอดกับแฟนบอลที่นั่งชิดขอบสนามทันที–นี่คืออารมณ์ร่วมที่ต่างข้างต่างแสดงออกให้มีความคิดเห็นว่าปรารถนาชัยเต็มที่ไหน
เป็นโมเมนต์น่าประทับใจจนมาโดนติดเบรกด้วยใบเหลืองแจกให้ตามกฎการแข่งขันชิงชัย ซึ่งบางครั้งบางคราวก็รู้สึกว่าควรหยวนๆกันหน่อยในเมื่อมันไม่ใช่ความประพฤติปฏิบัติรุนแรง หรือท่วงท่ายั่วคู่อริอะไรเลย
ส่วนร่วมแอสซิสต์ของจอมเลื้อยทีมชาติสกอตแลนด์ก็นับเกิดเรื่องที่ดี ข้างหลังถูกติชมฟอร์มการเล่นอยู่เสมอมาตั้งแต่แมื่อย้ายจากฮัลล์ในช่วงตลาดฤดูหนาว

ช่วงเวลาที่เหลือไร้สกอร์เพิ่ม กระนั้นต้องดูขุนศึกหลังบ้านเวสต์แฮมที่เล่นกันมีระเบียบวินัย ช่วยกันกันเข้าซ้อน โดยเฉพาะ คอลลินส์ แล้วก็ บายแรม ต่างบล็อกจังหวะสำคัญไว้ได้ในช่วงท้ายเกม
สิ้นเสียงนกหวีดไปด้วย 3 แต้มแสนล้ำค่า แต่มีปัญหาตามมาให้ บิลิช ต้องขบคิดอีกกระทอกจากการสูญเสียคีย์แมนถึง 2 หน่อโนเบิล กัปตันวันแมนคลับโดนใบเหลืองในนาที 38 สะสมยอดครบเลข 10 พร้อมโทษพักแข้ง 2 นัดหมายหน้า
ไม่แค่นั้น อันโตนิโอ ปีกเจ้าเวหะตัวท็อปสกอร์ 9 ประตู ยังมาเจ็บเอ็นข้างหลังต้นขา กระทั่งต้องขอร้องเปลี่ยนแปลงออกเองในไม่กี่อึดใจก่อนได้ประตูนำ
ตัวรุกวัย 27 ได้ลงบัญชีแข้งเดี้ยงตาม อารอน เครสส์เวลล์, วินสตัน รีด, อันเจโล อ็อกบอนน่า แล้วก็ เปโดร โอเบียง ซึ่งเดี้ยงไปก่อนหน้าแต่ละรายนามที่ว่ามาล้วนแต่เป็นขุนศึกตัวจริงทั้งนั้นเลย!
ยังไงสิ่งสำคัญที่สุดก็คือชัย ซึ่งทำให้เวสต์แฮมเก็บแต้มรวมทั้งสิ้น 36 ขออีกเพียงแต่ 4 จาก 6 เกมท้ายก็เพียงพอรับรองรอดชีวิตตามมาตรฐานค่าถัวเฉลี่ย
ต่อเมื่อใช้ตรรกะเดียวกันก็น่าวิตกทีเดียวสำหรับสวอนซี ซึ่งมีเพียงแต่ 28 คะแนน โดนฮัลล์ถีบส่งลงโซนแดงตั้งแต่เมื่อมิดวีกในช่องว่าง 2 แต้ม
ดูกระเตื้องขึ้นกับดีๆในทันทีที่ พอล คลีเมนต์ เข้ามารั้งบังเหียนรับช่วงต่อ บ็อบ กางร็ดลี่ย์ ผลสุดท้ายท่าจะเข้าอีหรอบเดิมซะอย่างนั้น! รวมผลปราชัยที่โอลิมปิก สเตเดี้ยมไปด้วย ทีมประเทศเวลส์ได้แค่แต้มเดียวแค่นั้นในรอบ 5 เกมก่อนหน้าที่ผ่านมา
1 แต้มดังที่กล่าวผ่านมาแล้วมาจากแมตช์ในบ้านกับมิดเดิ้ลสโบรช์ โดยเสมอ 0-0 แบบเกือบจะแพ้ถ้าเกิด รูดี้ เชสเตด หอกอาคันตุกะโหม่งตรงเป้าแม่นๆอีกนิดเมื่อวันพุธก่อนหน้าที่ผ่านมาก็โดนสเปอร์สรัวแซง 3 เม็ดในช่วง 2 นาทีท้ายรวมทดเจ็บค้างรังลิเบอร์ตี้ สเตเดี้ยมอีกต่างหากในทริปบุกสังเวียนบริเวณสแตรทฟอร์ดยิ่งหนัก ส่องตรงเป้าแค่ 1 หนตลอด 90 นาทีช่องทางจะแจ้งจริงๆต้องคอยถึงช่วงหลังจาก ลูเซียโน่ นาร์สิงห์ ปีกสำรองชาวฮอลันดาซัดผ่านคาน
ปัญหาของทีมหงส์ขาวเว้นเสียแต่เสียประตูง่าย มิได้คลีนชีตนอกบ้าน 15 เกมรวด ก็ยังมีข้อความสำคัญเกมรุกที่ลดคุณภาพไปมากเมื่อไร้เงา เฟร์นานโด ยอเรนเต้ ติดโผ 11 คนแรก
หอกยักษ์เลือดบาสก์เจ็บข้อเท้าจนวืดทั้ง 2 นัดหมายก่อน กระนั้นเพียงพอกลับมาสำรองได้เมื่อวันเสาร์ก็ยังขาดแมตช์ฟิต สร้างอันตรายอะไรมิได้เลย
ความมุ่งมาดพังสกอร์ต้องฝากฝังไว้กับ จอร์แดน อายิว น้องชายแท้ๆของ อันเดร ซึ่งสัมผัสบอลในกรอบเขตโทษแทบนับครั้งได้เลยกิลฟี่ ซิกูร์ดส์สัน นักเตะที่ดีที่สุดของทีมก็มาเจอเกมที่เงียบ อาละวาดไม่ออกซะอีกอีกปัญหามากยิ่งสาหัสกว่าคือ "ประสิทธิภาพเชิงลึก"
พอล คลีเมนต์ แทบยึดตัวจริงชุดเดิมตลอด 3 นัดหมายข้างหลังที่ไม่มี ยอเรนเต้ เปลี่ยนแปลงแค่จุดเดียวตรงปีกขวา–นาร์สิงห์ ลงเจอโบโร่ ก่อนปรับเอา เวย์น พวกเราท์เล็ดจ์ ลงเลื้อยในแมตช์บู๊สเปอร์ส แล้วก็เวสต์แฮม
นอกเหนือจากนี้อย่างเดิมเด๊ะ ฟาเบียนสกี้ เฝ้าเสา แผงข้างหลังมี ไคล์ นอห์ตัน, เฟเดริเก๋ เฟร์นานเดซ, แอลฟี่ มอว์สัน, มาร์ติน โอลส์สัน ดินแดนกลาง ลีรอย แฟร์, แจ็ค คอร์ก, ทอม แคร์โรลล์ ตลอดจนสามประสานด้านหน้าอย่าง พวกเราท์เล็ดจ์, อายิว แล้วก็ สิกข์กี้
เมื่อหันไปยังชอยส์อื่นๆและจากนั้นก็ระอาใจ ไม่นับ ยอเรนเต้ ก็มี กี ซอง-เยือง ห้องเครื่องประเทศเกาหลีใต้ที่ดร็อปลงไปมาก, เจฟเฟอร์สัน มอนเตโร่ จอมเลื้อยเอปัดกวาดอร์หมดสภาพเดี่้ยงไปนานอ่อำเภอ..เกือบจะลืม บอร์ฆา บาสโตน ดาวยิงสเปนค่าตอบแทนแพง ผู้ยังปรับพฤติกรรมมิได้ตั้งแต่แมื่อย้ายมาจากแอต.มาดริดอีกคน! อย่างไรก็แล้วแต่ คลีเมนต์ จะได้เปลี่ยนแปลงโผแน่นอน2 ตำแหน่งในนัดหมายหน้าที่บ้านวัตฟอร์ดยอเรนเต้ น่าได้กลับคืนตัวจริงในเมื่อใช้งาน อายิว คนน้องแล้วไม่เวิร์กนอกจากนี้ คอร์ก มิดฟิลด์กัปตันทีมดันข้อเท้าเดี้ยงเพิ่ม ต้องลุ้นฟิตตัวโก่งแต่ว่าแนวโน้มชวดมีสูงเวลาไม่รอคอย คลีเมนต์ แอนด์วัว ต้องรีบคิดรีบทำนำพาสวอนซีกลับมาเก็บแต้มให้ได้เสมือนระยะแรกๆที่เข้ามารับงาน

เลสเตอร์ ปะทะ แมนฯยูฯ


        ''แชมป์เก่า'' เลสเตอร์ ซิสตี้ตี้ ต้อนรับการมาเยือนของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นบิ๊กแมตช์ที่น่าดึงดูดอีกหนึ่งคู่ในสัปดาห์นี้
สถานะการณ์ทั้งคู่ทีมที่แตกต่างกันทำให้พนันเกมนี้ข้นคลั่ก

"เดอะ ถูส์" อยู่อันดับ 16 มี 21 คะแนนห่างจากโซนตกชั้นเพียงแค่ 2 นอกจากนี้อันดับท้ายที่สุดของตารางคะแนนคือซันเดอร์แลนด์ห่างเลสเตอร์เพียงแค่ 5 แต้ม ซึ่งก็หมายความว่าช่องว่างระหว่างพวกเขากับโซนตกชั้นมีความห่างไม่มากไม่น้อยเลยทีเดียวอะไร

ไม่ใช่เพียงแค่อันดับ 18 อย่างคริสตัล พาเลส เท่านั้นที่พร้อมแซงพวกเขา ตรงกันข้ามทั้งฮัลล์ ที่บุกไปกระทั่งถึงเสมอแมนฯยูฯ และก็แมวดำได้โอกาสลดช่องว่างในเรื่องที่เลสเตอร์เสียท่าแพ้ในเกม มันเริ่มจากเกมนี้เมื่อจัดการแมนฯยูฯ

ในทางเดียวกัน "ปีศาจแดง" ทีมที่รองประธานสมาพันธ์เลสเตอร์ ซิตี้ เป็นแฟนๆมานาน บุกมาคิง พาวเวอร์ เที่ยวนี้ไม้่มีหนทางมากเท่าไรนัก หากหวังพื้นที่ยูฟา แชมเปี้ยนส์ ลีก หลังจากเสียท่าเสมอฮัลล์ ซิตี้ อย่างน่าผิดหวัง

อันดับก็ไม่ขยับอยู่ที่ 6 มานานเต็มแก่ ด้วยเหตุผลดังกล่าวเกมนี้จำต้องบุกมาสอยเลสเตอร์คาบ้านให้ได้ ไม่เช่นนั้นช่องว่างอันโดนยืดและก็พวกเขาก็อยู่อันดับหกต่อไป

สถานะการณ์ที่อยากชัยชนะทั้งคู่ทีมแบบงี้….ผมว่าเกมนี้แฟนบอลได้กำไร ไม่มีเล่นเกมแทกติเตียนก ดึงเกม เนื่องจากว่าผลเสมอทำให้เกิดผลเสียและไม่ดีต่อทั้งคู่ทีมแน่ๆ

ว่ากันถึงเจ้าบ้านขณะนี้ เคลาดิโอ รานิเอรี เจอหน้ากับปัญหายิ่งใหญ่ ไม่ใช่เนื่องจากว่าคนคาดหมายเรื่องแชมป์เก่า โน่นมันคือเทพนิยายที่จบไปแล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือพวกเขาเปลี่ยนเป็นทีมที่จำต้องลุ้นเรื่องอยู่รอดหรือเปล่ารอดในพรีเมียร์ลีก

แม้นักเตะได้ขวัญพลังใจจากท่านเจ้าคุณธงชัย ที่ให้พรว่าเลสเตอร์ไม่ตกชั้น แม้กระนั้นในขณะนั้นสถานะการณ์มันสุ่มเสี่ยงมาถึงจุดนี้แล้ว จะร้อยเปอร์เซนต์อาจไม่ได้ นักเตะจำต้องสู้เต็มที่เพื่อความอยู่รอดไม่มีอันตรายในลีกสูงสุด

มองคะแนนแล้วเลสเตอรา์เก็บได้ 21 แต้มจาก 23 เกม เป็นตัวเลขที่ไม่ดีที่สุดในฐานะแชมป์เก่าที่ลงเล่นซีซั่นต่อมา ที่สำคัญฟอร์มตกแบบสุดๆมันเกิดขึ้นด้วยสถิติที่ว่าไม่ยิงประตูใครมาสี่ครั้งติดต่อกันเป็นครั้งแรกนับหมดยุค ไนเจล เพียร์สัน เมื่อ พ.ย. 2014

ยุค เพียร์สันเมื่อสามปีก่อนนั้นไม่ยิงใคร 5 ครั้งติดต่อกัน

อีกทั้งเกมนอกคิง พาวเวอร์ ในปีนี้เปลี่ยนเป็นจุดบอดของเลสเตอร์ ไปแล้ว พวกเขายังไม่ชนะใครนอกบ้านเลยในลีกเก็บได้ 3 แต้มจากผลเสมอ 3 นัดนอกนั้นแพ้เรียบ คิดเฉพาะตารางนอกบ้านเลสเตอร์ อยู่อันดับ 19 คืออันดับตกชั้น

ยังดีที่ คิง พาวเวอร์ ยังมีพาวเวอร์ให้นักเตะได้ฝ่าสู้ พวกเขาได้ 18 แต้มในบ้าน อันดับคะแนนเฉพาะในบ้านอันดับ 10 อยู่รอดปลอดภัยสบายๆหากไม่คิดมากเล่นในบ้านจำต้องชนะให้เป็นประจำเข้าไว้ พวกเขาได้โอกาสรอดพ้นการตกชั้น

อันนี้เป็นสูตรฐานรากของทีมที่ลุ้นรอดไม่รอดในแต่ละปี

เกมในบ้านดี มีแต้มตลอด แบบงี้ไม่ตกชั้นแน่ๆยืนยันได้เลย หลายทีมใช้สูตรนี้บรรลุเป้าหมาย มาแล้วทั้งนั้น

ปัญหาของ รานิเอรี ยังคงมีอีกหนึ่งเรื่องคือภาวะทีมของพวกเขาที่แม้จะใหญ่ขึ้น มีเงินทุ่มซื้อนักเตะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่กลับปรากฏว่านักเตะค่าตัวแพงดีกรีระดับทีมชาติผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อย กลับไม่ได้ช่วยทีมและก็เล่นไม่เข้าระบบอะไรเลย

ต่างจากโนเนมทั้งหลายแหล่ที่เล่นกับทีมมาตลอดยุค รานิเอรี กลับทำเป็นดีกว่าเด่นชัด

การที่นักเตะใหม่ศักยภาพสูงๆไม่อาจจะเล่นเจริญนั้น คือปัญหาที่ทำให้ รานิเอรี ปวดศรีษะเฉพาะในลีก ซึ่งตรงกันข้ามกับชปล. ที่พวกเขาสร้างประวัติศาสตร์เข้ารอบนอคเอาต์ได้เร็ว ทั้งที่พึ่งพิงแข่งชปล. เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สมาพันธ์

จุดนี้…รานิเอรี จำต้องเร่งปรับปรุงแก้ไข เนื่องจากว่าช่วงเวลากลางเดือนชปล. จะมาบวกอีกสองนัด นี่ยังมีเกมเอฟเอ คัพ รีเพลย์ให้อ่อนล้าเล่นอีกหนึ่งเกม ด้วยเหตุผลดังกล่าวแต้มจำต้องมา จำต้องได้ ชัยชนะจำต้องเกิดขึ้น จะเริ่มในเกมกับแมนฯยุไนเต้ดเลยมั้ย

ผมคิดว่า…หากพวกเขาชนะปีศาจแดงได้ ความแน่ใจ เชิงจิตวิทยาจะมาเพิ่มมากกว่าสามคะแนน

รานิเอรี เองก็ต้องการกระตุ้นสมาชิกให้ฝ่าสู้กับแมนฯยูฯ และก็เน้นย้ำชัยชนะหรืออย่างไม่ดีเสมอแมนฯยูฯ ก็ไม่เสียหายอะไร ช่องว่างอาจถูกลดลง แม้กระนั้นชั่วโมงนี้แต้มเดียวก็จำต้องเอาแล้วละครับ อย่าคิดเป็นแบบอื่น

แล้วเกมนี้ รานิเอรี จะจัดทีมของเขาเช่นไรดี

ปีนีจำต้องเห็นด้วยว่านอกจากปัญหาเกี่ยวกับทีมที่ใหญ่ขึ้นแต่กลับเล่นในลีกได้แย่ลง ส่วนใดส่วนหนึ่งก็มาจากการที่พวกเขามี ริยาด ภูติเรส เป็นหัวหอกเกมรุกมาตลอดหนึ่งปีที่ได้แชมปฺ ปีนี้ ภูติเรส ถูกจับทางได้ ตัวเขาเองก็ไม่มหัศจรรย์เสมือนปีที่แล้ว

เกมรุกเลยขาดความน่ากลัวลง…ประกอบกับ เจมี วาร์ดี ก็ไม่ได้ช่องรับบอลสวยๆและก็หลายทีมเล่นกับเลสเตอร์ก็ไม่บุกมาก เน้นย้ำเชิง ตั้งรับรอสวนแบบเดียวกันเลยเปลี่ยนเป็นงานยากไปสำหรับเลสเตอร์

มันคือปัญหาที่มารวมตัวกันจนทำให้ รานิเอรี ปวดศรีษะ แม้กระนั้นแม้กระนั้นมั่นใจว่า รานิเอรี คงจะยังใช้ขุมกำลังเก่าสู้กับแมนฯยูฯ คือเอานักเตะชุดเก่าๆเป็นแกน แนวรับไม่ต้องพูดหลับตานึกภาพออกสำหรับ 5 กำแพงหลังของพวกเขา รวม ชไมเคิล ด้วย

กลางรับ ดินแดนนี ดริงค์วอเตอร์ คุมเกมพร้อมกับ เอนดิดี และก็ อัลไบรท์ตัน ส่วนแนวรุกสามคน วาร์ดี, ภูติเรส และก็ เดมาไร เกรย์ ในระบบ 4-3-3 สังเกตให้ดี โอกาซากิ ปีนี้ตกเป็นผู้เล่นสำรองหลายครั้ง

รานิเอรี ไม่น่าจะเน้นย้ำเกมรุกสู้แมนฯยูฯ แน่ๆ การตั้งรับจะแบบไหนอีกหนึ่งเรื่องครับ

รับลึกหน้าเขตโทษหรือเต็มพื้นที่ในดินแดนตนเอง คุมโซน รอดักจังหวะ ผีพลาดแล้วสวนกลับ ปล่อยให้ ทีมมูรินโญ เซตบอลบุกเข้าหา แทกติเตียนกของ รานิเอรี คงจะออกมาแบบงี้ เนื่องจากว่าอย่าลืมว่านัดล่าสุดโดนสอยสกปรกที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด 4-1

มั่นใจว่าในบ้าน รานิเอรี ไม่ต้องการที่จะอยากให้แมนฯยูฯ เล่นกับพวกเขาได้แบบนั้นอีก

ด้วยเหมือนกันครับปีนี้เจอแมนฯยูฯ ตั้งแต่ คอมมิวนิตี้ ชิลด์ และก็พรีเมียร์ลีก แพ้ 2 นัด แม้กระนั้นโน่นไม่ใช่ที่บ้านของเลสเตอรฺ์ ด้วยเหตุผลดังกล่าวเฉพาะหน้าแฟนตนเองเกมนี้ จะปล่อยให้เป็นนัดที่สามต่อเนื่องกันต่อผีแดงไม่ได้โดยเด็ดขาด

มันจะต้องมีอะไรพิเศษงัดมาสู้…โน่นคือเกมรับแล้วรอสวนซึ่งพวกเขามีทีเด็ดอยู่แล้ว

ทางฝั่งแมนฯยูไนเต็ด ของ มูรินโญ โดนแฟนพร่ำบ่นยับหลังเสมอฮัลล์ ซิตี้ 0-0 ทำให้่อันดับไม่ขยับ ในขณะที่กลุ่มบนพลาดหลุดเสมอกับแพ้ พวกเขาแข่งขันคราวหลังกลับไม่อาจจะฉกฉวยโอกาสนั้นเอาไว้ได้

ยังแช่อยู่ที่ 6 ต่อไป

เกมนี้ มูรินโญ คงจะมีการปรับเปลี่ยนเพศผู้เล่นอีกครั้งหน้าจากนัดก่อนจะว่าไปก็พลาดแบบเดียวกันที่ไม่มี เฟลไลนี ลงสู่สนาม แม้กระทั้งชื่อสำรองก็ไม่มี ข่าวก็ไม่ได้พูดว่าเจ็บอะไร แม้กระนั้นเพราะอะไรไม่ได้ลงเล่นในขณะที่ ฟู ยังเพียงพอมีคุณประโยชน์ต่อเกมที่มันทื่อๆแล้วทำอะไรคู่ปรปักษ์ไม่ได้

นัดนี้เชื่อเลยว่า เฟลไลนี จะกลับมาเล่นตัวจริง เช่นเดียวกันกับตัวรุกอีกคนหนึ่งคือ มาร์กซิยาล ส่วนนักเตะที่แฟนผีต้องการเห็นลงสู่สนามสูงที่สุด แม้กระนั้น มูรินโญ อาจไม่ใช้คือ บาสเตียน ชไวน์สไตนร์

ไม่ทราบว่าโกรธเคืองอะไรหนักหนา…

ชไวนี พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขาเองมืออาชีพ ในขณะที่นักเตะระดับเขาผ่านเกม ผ่านความสำเร็จมากกว่า ไมเคิล คาร์ริค ด้วยซ้ำ อายุก็น้อยกว่า จะพูดว่าเก่งกว่าก็ได้อยู่ครับ แม้กระนั้น มูรินโย กลับละเลย

ให้เล่นเนื่องจากว่าในช่วงเวลานี้กองกลางไม่มีผู้ใดเหลือแล้ว เมื่อขาย มอร์แกน ชไนเดอลิน ออกไปจากทีม

ชไวนี ยังมีคุณประโยชน์กับเกมระดับนี้ และก็เขาเองมืออาชีพ ซุ่มฝึกกับทีม ไม่คิดย้ายทีมไปไหน ต้องการพิสูจน์ตนเองว่ามีคุณประโยชน์กับทีม แม้กระนั้น มูรินโญ กลับไม่เลือก ให้เล่นแบบเสียไม่ได้ จำต้องมองว่านัดนี้จะใช้หรือเปล่า (อาจไม่ใช้)

ดูแล้วการจัดตัวอาจออกมาเป็น คริส สมอลลิง กับ มาร์กอส โรโฮ, บลินด์, วาเลนเซีย กลางก็ เฟลไลนี, คาร์ริค, ป๊อกบา พร้อมกับ มคิทาร์ยาน, มาร์กซิยาล และก็ อิบราฮิโมวิช มั่นใจว่านัดนี้ มาร์กซิยาล คงจะได้ช่องลงเล่นตัวจริง หากไม่ใช่ก็ ฆวน มาต้า

มูรินโญ อาจจำต้องอ่านไต๋ของ รานิเอรี ออกว่าแม้เป็นเจ้าบ้านแม้กระนั้นไม่น่าบุก เน้นย้ำเกมตอบโต้กลับเพือหวังผลโจมตีตลบหลังแมนฯยูฯ ด้วยเหตุผลดังกล่าวเขาถูกบีบให้จำต้องบุก ก็อาจบุกแบบไม่ผลุนผลัน และก็หวังโจมตีริมเส้น และก็ใช้ลูกตั้งแต่ ลูกครอสให้มีประโยชน์สูงที่สุด

มี เฟลไลนี อยู่แล้วไม่ต้องกลัว

แม้..เลสเตอร์ มีคู่ขา องค์การอนามัยโลกธกับ มอร์แกน ที่เล่นลูกในอากาศดี แม้กระนั้นแบกสองข้างของเลสเตอร์ ก็ไม่ได้เล่นลูกในอากาศเจริญเท่า มั่นใจว่าการโจมตีของ มูรินโญ หากเน้นย้ำภาคพื้นอากาศ เขาคงจะเลือกเสาสองและก็เสาแรกเป็นหลัก มากกว่าบอมเข้าไปแถวจุดลูกโทษ

ไม่ว่าจะเป็นเตะมุม, ฟรีคิก หรือการเปิดบอลจากข้างๆ กล่าวคือมันจำต้องให้่ผ่านหัว องค์การอนามัยโลกธ กับ มอร์แกน โดย อิบราฮิโมวิช เป็นตัวหลอก หรือไม่เช่นนั้นก็วัดกันไปเลย ทั้งอิบรา, เฟลไลนี ซึ่งก็สู้ได้อยู่ครับผม หากแย่งโหม่งกัน

ที่เน้นย้ำตามมาคือบอลจังหวะสอง ในกรณีที่ คู่เซนเตอร์เลสเตอร์ ชิงโหม่งได้ บอลหลุดออกมาพื้นที่อันตราย ผู้เล่นแถวสองของผีแดง จำต้องมีส่วนช่วยเก็บบอล หนุนไปใหม่หรือเซตบอลเพื่อหาจังหวะยิงประตู

หมากของ มูรินโญ คงจะออกมาแบบงี้

บอลข้างๆ ครอสเข้ามาจะใช้เยอะแยะและก็เน้นย้ำเซตพีส เนื่องจากว่าดูแล้วเจาะกึ่งกลางแน่นแน่ เลสเตอร์ รับเต็มพิกัด

ส่วนแฟนผีก็จำต้องลุ้นประเด็นการจบสกอร์ของพวกเขาว่าจะเด็ดขาดมากน้อยแค่ไหน เนื่องจากว่าปัญหาในขณะนั้นไม่ใช่เรื่องอื่นใด นอกจากไปจากการยิงประตูของพวกเขาที่จำต้องเด็ดขาดมากกว่านี้ ไม่ใช่ทิ้งขว้างจังหวะทอง

นับถอยหลังสู่ 8 นัดหมายในที่สุดลุ้นแชมป์พรีเมียร์ระหว่างสิงห์โตน้ำเงิน กับ ไก่เดือยทอง

แต้มห่าง 7 อาทิตย์นี้มีโปรแกรมต่างระยะเวลากันแล้วก็เป็นกลุ่มไก่เดือยทองได้โอกาสลดช่องว่างเหลือ 4 ให้เชลซีบีบคั้น ถ้าหากว่าพวกเขาชนะวัตฟอร์ด ได้ก่อน ปลดปล่อยให้เชลซีบุกเยี่ยมบอร์นมัธ ด้วยแรงกดดันบ้าง

หลังจากกลุ่มคอนเต้ชนะในเกมล่าสุดเขาบอกว่าขออีก 18 แต้มจาก 24 ที่เหลือ โน่นคือชนะ 6 นัด หากเป็นไปได้ชนะรวด 6 นัดนี้เลย เชลซีจะครองแชมป์พรีเมียรฺ์ลีกโดยทันที

ในจุดนี้เชลซีไม่ต้องสนใจสเปอร์ส เล่นเพื่อกลุ่มตัวเอง เล่นเพื่อชนะอย่างเดียว จะชนะแบบไหน ต้องชนะ เพื่อทำให้ช่องว่างนั้นคงอยู่แบบงี้หรือบางทีอาจโชคดีหากสเปอร์สสะดุดมันจะเพิ่มขึ้นแล้วก็ได้ผลเชิงจิตวิทยาให้พวกเขาได้โอกาสใกล้แชมป์มากยิ่งกว่าชนะรวด 6 นัด

มันบางทีอาจจะเหลือ 5 หรือ 4 ก้ได้่ขอรับ
กล่าวคือแชมป์อยู่ในมือเชลซีแล้วก็เป็นกลุ่มคอนเต้ ถือถ้วยพรีเมียร์ลีกอยู่ ช่วงเวลาที่สเปอร์สพากเพียรมาแก่งแย่งอยู่ช่วงนี้

สเปอร์สได้โอกาสมั้ยขอรับ???

ผมว่ามีครับ

7 คะแนนกับอีก 8 นัดไม่ห่างขอรับ แม้มันมองเป็นใจให้เชลซีแต่ว่าจากการที่พวกเขาพลาดท่าสะดุดต่อคริสตัล พาเลส ติดอยู่บ้าน มันทำให้แลเห็นว่าช่วงท้ายฤดูกาล ความเคร่งเครียด แรงกดดัน ความเกร็งมาเยี่ยมแล้ว

ทั้งๆที่เกมของพวกเขาเหนือกว่าพาเลส จังหวะยิงมากมาย แต่พลาดไปหมด

กลุ่มลุ้นแชมป์ชังแล้วก็กลัวเรื่องแบบงี้ขอรับ เล่นแล้วมันมองตั้งอกตั้งใจเกินความจำเป็นทั่จะยิง ที่จะชนะคู่แข่ง มันผิดธรรมชาติตัวเองไปซะอย่างงั้น คือหากเชลซีไม่แพ้พาเลส แล้วก็ในวันนั้นสเปอร์สคงจะแพ้สวอนซีอยู่แล้วขอรับ

แต้มนำ 10 ตราบจนกระทั่งตอนทดตอนที่ลิเบอร์ตี้ เปลี่ยนเป็นผู้ร่วมทีม เมาริซิโอ โปเชตว่ากล่าวโน มีลูกฮึดไล่ยิงสามประตูระหว่างนาทีที่ 88, 90+1 จนกระทั่ง 90+4 ยิงสามประตูในระยะเวลา 6 นาที กล่าวคือยืงประตูทุกๆสองนาที

ทั้งๆที่ไม่มีตัวความคาดหวังอย่าง แฮร์รี เคน ลงในสนาม

โน่นคือข่าวดีแล้วก็มุมมองบวกๆของแฟนไก่แล้วก็ทำให้พวกเขาหลุดพ้นจากคำว่า spursy ที่เป็นนิยามของพวกเขาที่มักพลาดท่า ตกม้าตายในเกมสำคัญแล้วก็เกมที่อยากได้ชัยชนะเพื่อลุ้นต่อ หากเทียบกับปีที่ผ่านมา

ตอนนี้พวกเขาเริ่มห่วยแตกนั่นแหละขอรับ แต่ว่าปีนี้พวกเขายังสู้ต่อ ยังไม่หมดลุ้น มันยังได้โอกาสหากสู้ต่อแล้วก็หวังว่าชัยชนะต่อเกมกับสวอนซี จะเป็นพลังแฝงให้นักเตะสเปอร์ส เดินหน้าสู้ต่อ ทั้งๆที่ความคาดหวังมีไม่มาก

เนื่องมาจากแชมป์อยู่ในมือเชลซี แล้วก็ต้องเป็นเชลซีเท่านั้นที่จะพลาด

แฟนไก่คอยลุ้นให้ตัวเองชนะไว้ก่อน แล้วค่อยว่ากัน หากตัวเองยังชนะไม่ได้แล้วก็อดสามแต้ม ผมว่าอันนี้ยากละ เนื่องจากว่านี่ไม่ได้แข่งขันกับตัวเอง พวกเขาแข่งขันกับเชลซี ที่มีความบกพร่องน้อย นานๆแพ้หน

แต่ว่าไม่ต้องมาก…ไม่ต้องถึงกับแพ้หรอกขอรับใน 8 นัดที่เหลือ ทดลองพลาดท่าเสมอสักสองนัดติด แล้วสเปอร์สชนะรวด

มันจะเป็น 6 ต่อ 2 แต้ม เท่ากับเชลซีได้เพิ่มมา 2 เป็น 9 แต้มที่ห่าง แล้วลบออก 6 จะเหลือเพียงแค่ 3 เท่านี้กลุ่มยี่ห้อไก่ได้โอกาสครองแชมป์ได้เท่าๆกับเชลซีแล้วครับ มันคือ 51-49 แล้วครับ หากนำกันแค่สามคะแนน

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เคยเพลี่ยงพล้ำต่อแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นเนื่องจากว่าผลเสมอ 3 นัดในตอนโค้งสุดท้าย หรือเคยเสียแชมป์ให้ อาร์เซนอลตอนนำ 11 แต้มเมื่อถึงเดือน เดือนมีนาคม แต่ว่าปืนชนะรวด 10 นัดสุดท้าย ผีหลุดเสมอสองสามนัด มีแพ้ด้วย

จบเลย….

หากว่าอันโตนีโอ คอนเต้ เคยตกม้าตายกับยูเวนเหม็นตุส แบบว่านำ 5 เมื่อเหลือ 3 นัด แต่ว่าดันแพ้แล้ว ยกแชมป์ให้ลาซิโอไป

แฟนกัลโช นึกออกดีขอรับซีซั่น 1999-2000 ผมเคยเขียนไปคราวหนึ่ง ด้วยความรู้สึกไม่ค่อยสบายใจของ คอนเต้ ในฐานะนักเตะยูเวนเหม็นตุสแล้วก็เจ้านายเขาคือ คาร์โล อันเชลอตว่ากล่าว 8 นัดสุดท้ายแพ้ 4 จากที่นำห่าง

ก่อนลงในสนามนัดสุดท้ายลาซิโอ ของสเวนโกรัน อีริคส์สัน ตาม 2 แต้ม แล้วก็ไปเยี่ยมเรจจิน่า…คือลาซิโอ ชนะเจ้าของบ้าน เรจจิน่า นั้นเป็นไปได้แน่นอน เล่นที่สนาม เรองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ คูรี ไม่มีปัญหา แต่ว่าการที่ยูเวนเหม็นตุสพบกับเปรูจา ที่รอดพ้นการตกชั้นไปแล้ว

คนใดกันกล้ารับประกันว่าเปรูจา จะเล่นเต็มกำลัง???

หนักกว่านั้นคือเกมของลาซิโอจบก่อน แต่ว่าเกมของยูเวยังไม่จบ ฝนตกหนักเกมเลื่อนไป 80 นาที หากเรียลไทม์คือ ลาซิโอ ในตอนนั้นแซงขึ้นเป็นหัวหน้าฝูงในนัดสุดท้ายคอยให้ยูเวนเหม็นตุสเตะจบ แล้วก็หากชนะเปรูจา เจ้าม้าลายก็ครองแชมป์เช่นกัน

ผลคือยูเวนเหม็นตุสแพ้เปรูจา 1-0 จากลูกอลเวงหน้าจุดโทษ…และก็ตีเสมอไม่ได้ แพ้นัดสุดท้ายถึงกับชวดแชมป์หน้าตาเฉย!

เรื่องราวเหล่านี้อยู่ในหัวของ คอนเต้ จนถึงทำให้พวกเราเองอดคิดไม่ได้ว่า….เขามีบทเรียนราคาแพงเมื่อ 17 ปีก่อน ยุคเป๋นนักเตะ หัวข้อนี้ไม่น่ากลับมาหลอกอีกที เขาต้องแก้ไขมันให้ได้เมื่อมาเป็นผู้ฝึกสอน

แต่ว่าอย่างว่าแหละครับ….กระทั่งคุณยังทำการประลองอยู่ จังหวะแบบงี้มันมีกำเนิดขึ้นอยู่กับแล้วขอรับ

คาร์โล อันเชลอตว่ากล่าว เคยพลาดแชมป์สคูเดตโต เมื่อในตอนนั้น เขาก็ยังพลาดแชมป์ยูฟา แชมเปี้ยนส์ ลีกทั้งๆที่นำหงส์แดง ลิเวอร์พูลในปี 2005 อยู่สามลูกเมื่อจบครึ่งแรก แต่ว่าสุดท้ายโดนตีเสมอแล้วก็ต่อเวลาพิเศษบุกอย่างไรก็ยิงไม่ได้ แถมแพ้จุดโทษอีก

คอนเต้….คงจะคิดหนักแล้วก็ต้องพากเพียรกระตุ้นผู้ร่วมทีมว่านำ 7 แต้ม อย่าหลงระเริง แล้วก็ประมาทผู้ตามอย่างสเปอร์ส ที่คงจะแพ้สวอนซี แต่ว่าพอตีเสมอได้นาทีที่ 88 พวกเขาสอยอีกสองลูกจนถึงหมดเวลา พลิกกลับมาชนะ 3-1

เรื่องราวแบบงี้มันไม่ใช่ชนะแล้วได้แค่สามแต้ม

สเปอร์สได้ 9 แต้มเลยขอรับวันชนะสวอนซี

แทนที่หากแพ้แต้มจะกลับไป 10 แล้วท้อใจลุ้นแชมป์ในจุดนี้ สเปอร์สมีความหวัง แต่ว่าอาจจะไม่มากเท่ากับเชลซี อันนี้ตามหน้าเสื่อครับ แล้วก็แม้ส่ายตาดูมองโปรแกรม 8 นัดสุดท้าย หากเชลซีอยากได้ชนะ 6 นัด

พวกเขาจะต้องพบกับคนใดกันบ้าง แล้วก็สเปอร์สเองเจอกับคนใดกันบ้าง

เชลซี สเปอร์ส

นัดที่ 31 บอร์นมัธ(ย) วัตฟอร์ด (ห)

นัดที่ 32 แมนฯยูฯ (ย) บอร์นมัธ (ห)

นัดที่ 33 เซาหมูแฮมป์ตัน(ห) พาเลส (ย)

นัดที่ 34 เอฟเวอร์ตัน (ย) อาร์เซนอล (ห)

นัดที่ 35 โบโร (ห) เวสต์หมูแฮม (ย)

นัดที่ 36 เวสต์บรอม (ย) แมนฯยูฯ (ห)

นัดที่ 37 ซันเดอร์แลนด์ (ห) ฮัลล์ (ย)

ส่วนเกมเชลซีหลงเหลือวัตฟอร์ด แล้วก็สเปอร์สหลงเหลือกับ เลสเตอร์ นั้น คอยลงวันแล้วก็เวลาทั้งสองโปรแกรมเพราะว่าสองกลุ่มนี้มีคิวเตะเอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศ ในวันที่ 22 เม.ย. เจอคุ้นเคย พิสูจน์กันด้วยว่าคนใดกันได้โอกาสลุ้นดับเบิลแชมป์ได้

หากมองโปรแกรมและก็หนักเบาไม่ต่างกัน แฟนเชลซี มองดูไปที่เกมแมนฯยูฯ กับ เอฟเวอร์ตัน ส่วนแฟนไก่นั้นมองดูเกม อาร์เซนอล, แมนฯยูฯ แล้วก็แถมเลสเตอร์ ซิตี้ ที่ชนะรวดทุกนัดกลับมาเป็นกลุ่มแชมป์เหมือนเดิม

ปัญหาอยู่ที่ว่านับนับแต่นี้ไป…..คนใดกันสะดุด พบเจอปัญหาแน่นอน

สเปอร์สสะดุด ช่องว่างจะห่างแล้วก็แทบหมดลุ้น แต่ว่าหากเชลซีสะดุดแลสเปอร์สเก็บได้ พวกเขามีลุ้นแชมป์แบบเต็มกำลัง แล้วก็สามารถพูดได้เต็มปากว่าได้โอกาสเป็นแชมป์ แต้ม 7 ช่วงนี้ สะดุดสักนัดสองนัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชลซี ช่องว่างจะลดฮวบฮาบ

ในระยะเวลานี้อาจจะต้องให้เครดิตกลุ่มเชลซีของ คอนเต้ ก่อนว่า มีจุดแข็งมากยิ่งกว่าข้อด้อย แล้วก็พวกเขาพร้อมเป็นแชมป์มากยิ่งกว่าสเปอร์ส อันนี้ว่ากันตามหน้าเสื่อ ไม่ใช่ว่ากันด้วยความคาดหวัง แต่ว่าหากกลุ่มของคอนเต้ ไม่อาจจะนำจุดแข็งตัวเองเรื่อง รัดกุม พลาดยากเสียยาก มาใช้ได้ทันท่วงที

เสียสมาธิแล้วก็บีบคั้นตัวเองมากไป ข้อด้อยของพวกเขาจะก้าวมาแทนที่ แบบงั้นจังหวะสะดุดมีมาก เหมือนเกมที่แพ้คริสตัล พาเลสทั้งๆที่โดนบุกไม่กี่ครั้ง โน่นเป็นเนื่องจากว่าพวกเขาเสียสมาธิ แล้วก็พอโดนนำ เปลี่ยนเป็นบีบคั้นแล้วก็เกร็งตัวเองไป

นี่เกมล่าสุดที่ชนะ แมนฯซิตี้ 2-1 ชี้ให้เห็นว่าพวกเขากลับมามีสติได้อีกที

ส่วนสเปอร์สไม่ต้องคิดอะไรมาก…ไม่มี แฮร์รี เคน นำแนวรุก พวกเขาต้องชนะอย่างเดียว ด้วย ชอน เฮือง ไม่น, เดลเล อัลลี, คริสเตียน เอริคเซน ตัวทำเกมรุกสามคนนี้ที่สลับหน้ากันยิงแล้วก็ช่วยกลุ่มได้ บวกกับเซตพีส เตะมุม ฟรีคิก ที่จะมาช่วยเสริมให้ได้โอกาสชนะง่ายชึ้น

เสือดุคัมแบค

รู้มาสักระยะแล้วครับผมว่ามี "เสือ" ตัวหนึ่งกำลังอาละวาดอยู่ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส สร้างความลำบากให้ประชาชนใน ลีก เอิง อย่างควรหนัก

แม้กระนั้นก็มิได้ตื่นเต้นจั๊กแหล่นหรือตะลึงงันอะไรมาก ด้วยมีความคิดว่า ลีก เอิง เป็นสนามรบหน้าแข้งที่อุดมด้วยกลุ่มที่มีความอู๊ดดี้สูง หรือพูดง่ายๆว่า "หมู" นั่นแหละ

ข่าวสารการปะทุตาข่ายแบบถล่มทลายในศึก ลีก เอิง ของกองหน้าระดับดาวดังคนหนึ่งก็เลยไม่ใช่เรื่องน่าฉงนใจอะไร

ขนาด มาริโอ บาโลเตลลี่ ที่เปลี่ยนร่างเป็นสากทื่อๆทิ่มแทงดาร์กซ์ใครก็มิได้เมื่ออยู่ในพรีเมียร์ลีกยังยิงกระจายได้เลยคุณ!

หลักฐานสำคัญเป็นผู้เล่นชนิดดาวซัลโวตีนพระกาฬจากลีกสูงสุดของประเทศฝรั่งเศสมักจะเผชิญกับปัญหา ผลิตสกอร์ได้ไม่กระจายดังเดิมในสนามรบหน้าแข้งที่ฮาร์ดคอร์ยิ่งกว่าอย่างพรีเมียร์ลีก

ได้แก่ มารูอาน ชามัค, โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ หรือ บาเฟติเตียนมบี้ โกมิส รวมถึงรุ่นก่อนๆอย่าง สเตฟาน กีวาร์ซ หรือ ฌิบริล สิสเซ่

เมื่อมาตะบันหน้าแข้งในลีกที่มาตรฐานสูงขึ้น ระดับความยากมากขึ้นเรื่อยๆ – จำนวนประตูก็ต่ำลงตามแบบแผน

อนึ่ง ขออนุญาตยกเว้น ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ที่อยู่เหนือกฏเกฌฑ์ข้อนี้

ฤดูนี้ ราดาเมล ฟัลเกา ลงเล่นให้ โมนาโก ใน ลีก เอิง ไปแล้ว 20 นัดหมาย โดยรัวไปแล้วถึง 16 ดอก

ค่าเฉลี่ยในการทำลายตาข่ายให้สิ้นซากนับว่าสูงมากมายครับผม แม้กระนั้นก็อย่างที่บอกนั่นแหละว่าครั้งคราวอาจเป็นเพราะ ลีก เอิง นั้นมีอัตราความอู๊ดดี้สูงมากเกินไปกว่าที่จะแสดงอาการร้องวี้ดว้ายอะไรออกมา

การอยู่กับกลุ่มที่อุดมด้วยดาวดังอย่าง โมนาโก แถมจัดเป็นกลุ่มที่อยู่สูงสุดของห่วงโซ่อาหารของ ลีก เอิง ในฤดูนี้อาจมีส่วนช่วยเหลือและเกื้อหนุนให้ "พี่เสือ" กระหน่ำประตูแบบมาก…ก็..เป็น..ได้

จนกระทั่งเมื่อคืนนี้วันอังคารก่อนหน้านี้

กลุ่มคำไทย "สิบขว้างกว่าไม่เท่าตาเห็น" ก็ทำหน้าที่ของมันอย่างเคร่งครัดอีกครั้ง

แมนฯ ซิตี้ เปิดบ้านต้อนรับการมาเยือนของ โมนาโก ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 กลุ่มในที่สุด นัดแรก ท่านผู้ชมทางบ้านอย่างผมก็เลยได้เห็นฟอร์มการเล่นของ ราดาเมล ฟัลเกา แบบเต็มๆอีกครั้ง นับตั้งแต่เดินคอตกออกมาจากชุดแต่งกายอสุรกายแดง หลังจบฤดู 2014-15 ก่อนจะพบความจริงว่าพี่เสือกลับมาแล้ว

กองหน้าวัย 31 ผู้นี้แคล่วคล่องว่องไวขึ้นมากเลยทีเดียวครับ

ราดาเมล ฟัลเกา ทำเป็น 2 ประตูในเกมนี้

ประตูแรกจากการทะยานเข้าไปชนลูกตุงตาข่าย ซึ่งบ่งบอกถึงถึงสัญชาติญาณของนักล่าและวิญญาณของเพชฌฆาตที่กลับมาสิงร่างอีกครั้ง

ส่วนประตูที่ 2 จำเป็นต้องใช้คำว่า "เหนือดุจทวยเทพเทวดา"

พี่เสือเอ็งโจมตีป้อมหลังค่าจ้างเกือบ 50 ล้านปอนด์อย่าง จอห์น สโตนส์ จนเสียหมา ก่อนบรรจงชิพไม่เห็นหัวผู้รักษาประตูของ แมนฯ ซิตี้ อย่างเหนือชั้นสุดๆ

แม้จะสังหารจุดลูกโทษพลาดไปแบบง่ายๆแถม โมนาโก เป็นข้างพ่ายแพ้ แม้กระนั้นก็พอจะอนุโลมได้ว่า ราดาเมล ฟัลเกา กลับมาเป็นยอดเยี่ยมดาวกระหน่ำประตูเหมือนที่ตัวเขาเองเคยเป็นอีกครั้ง

คิดแล้วก็เสียดายจัง อิอิอิ

ทวนเข็มนาฬิกากลับไปสักราว 4-5 ปีที่ผ่านมา

ในจุดนั้น ราดาเมล ฟัลเกา ได้ชื่อว่าเป็นศูนย์หน้าตีนวางอันดับต้นๆของโลก (และดาวอังคาร)

2 ฤดูที่เป็นโคตรเพชฌฆาตให้ แอตเลติเตียนโก มาดริด กองหน้ากลุ่มชาติโคลอมเบียผู้นี้ไล่กระหน่ำประตูคู่ปรับไปถึง 70 ดอก

โน่นนำมาซึ่งการทำให้โคตรมหาเศรษฐีกลุ่มหนึ่งอย่าง โมนาโก จำเป็นต้องเอาฟ่อนธนบัตรไปห่อตัวเขาออกมาจากกลุ่มยี่ห้อหมีหน่วยรบเฉพาะกิจ

ฤดู 2013-14 หลังจากที่ลงเล่นให้ โมนาโก ไป 19 นัดหมาย โดยรัวไป 11 ประตู "เอล ติเตียนเกร" ก็มีอันจำเป็นต้องเจ็บอย่างควรหนัก นอกจากจะอดลงเล่นในศึกฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิล ยังถูกลักพาตัวไปจากฟลอร์ต้นหญ้าเป็นเวลากว่าครึ่งปีเลยทีเดียว

หายเจ็บกลับมาก็กลายเป็นข่าวใหญ่ เมื่อ แมนฯ ยูไนเต็ด ตกลงยืมตัว ราดาเมล ฟัลเกา มาจาก โมนาโก มาใช้งานด้วยค่าจ้างอันมากมายก่ายกอง ท่ามกลางความปรีด์เปรมเกษมสันต์ของคนขายวิญญาณให้อสุรกายแดงทุกหมู่เหล่าที่พากันซอยบั้นกระเด้ายิกๆๆๆๆๆๆโทษฐานที่กลุ่มตนเองได้ดาวยิงอันดับต้นๆของโลกมาเป็นหน่วยล่าสังหาร

แม้กระนั้นก็อย่างที่ทราบดีนั่นแหละครับ

ฤดู 2014-15 "พี่เสือ" ลงเล่นให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ไปทั้งสิ้น 29 นัดหมาย โดยยิงได้เพียงแค่ 4 ประตูเท่านั้น

อย่าว่าแต่ว่ากระหน่ำตาข่ายเลยครับ เพียงแค่จับบอลยังไม่ค่อยจะอยู่เลย

จากเสือร้ายแปลงเป็นสะเออะระบากชัดๆ(โถ…พ่อคุณ)

สภาพร่างกายนี่แหละเป็นปัญหาใหญ่ ราดาเมล ฟัลเกา เพิ่งจะกลับมาจากอาการป่วยหน้าแข้งอย่างหนัก แถมห่างเหินจากการเริงระบำบนฟลอร์ต้นหญ้าไปนานเกินกว่าที่จะปรับสภาพให้กับสนามรบหน้าแข้งที่มีทั้งความรวดเร็วและเอาจริงเอาจังมากมายอย่างพรีเมียร์ลีก

เมื่อเล่นมิได้ และยิงมิได้ – ความแน่ใจก็เริ่มถดถอย ยิ่งยิงมิได้ ความแน่ใจก็ยิ่งหาย

ฤดูแรกของเขาในเสื้อผ้าอสุรกายแดงนับว่าล้มเหลวหมดรูป

ถ้าหากเราเชื่อว่า ราดาเมล ฟัลเกา เป็นยอดเยี่ยมดาวยิงระดับตีนมหาวินาศคนหนึ่งในโลกลูกหนัง เพียงแต่เขาพึ่งหายจากอาการบาดเจ็บอย่างหนัก สภาพร่างกายยังไม่สมบูรณ์เต็มร้อย – แมนฯ ยูไนเต็ด ควรให้เวลาเขาปรับพฤติกรรมอีกสักระยะพลางเสี่ยงเดิมพันอีกสัก 1 ฤดู

แม้กระนั้นภายหลังคำนวณดูแล้ว หฝ่าส์ ฟาน กัล อาจจะมีความคิดว่ามันเสี่ยงเหลือเกินก็เลยตกลงใจไม่ต่อสัญญา ด้วยประเมินว่ากองหน้าผู้นี้เป็นผู้เล่นที่หมดสภาพ

ทันใด เชลซี ในฐานะแชมป์พรีเมียร์ลีกก็โผล่เข้ามาแสยะยิ้มสยอดสยดสยอง

รู้เรื่องว่ากุนซือของกลุ่มสิงห์บลูส์ในเวลานี้อย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ อาจจะอยาก "ลองของ" ทำนองว่าหมูไม่กลัวน้ำร้อน แถมยังได้กวนตีนอสุรกายแดงไปในตัวอีกต่างหาก เป็นมึงใช้ไม่ได้ใช่ไหม ช่างเถอะ ประเดี๋ยวกูใช้ให้มองเอง

ฤดูที่แล้วลงเล่นให้ เชลซี ทั้งสิ้นเพียงแต่ 12 นัดหมาย (ทุกรายการ) โดยทำเป็นเพียงแค่ประตูเดียว

ใครบางคนก็เลยรำพึงรำพันอยู่เพียงลำพัง "ถ่ม!…นึกว่าจะแน่"

ราดาเมล ฟัลเกา เกือบจะไม่ได้ต่างอะไรจากเสือแก่ที่สายตาฝ้าฟาง-เขี้ยวเล็บสึกหรอ แถมเป็นเสือตรากตรำที่โดนลูกกระสุนปืนนายพรานจนเจ็บอีกต่างหาก

"เสือตรากตรำ" ที่หมดสภาพอย่างนี้ไล่ล่ากระทิงหรือกวางใหญ่ในพงไพรไม่ไหวหรอกครับ

จับกินได้ก็แม้กระนั้นน้องหมาของประชาชนเท่านั้น!

จบฤดู 2015-16 อดีตกาลดาวยิงตีนวางอันดับต้นๆของเมืองมนุษย์ผู้นี้ก็เลยไม่เป็นที่ต้องการของ เชลซี อีกต่อไป รวมถึงยักษ์ใหญ่กลุ่มอื่นๆด้วยจนจำเป็นต้องซานซมกลับไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ โมนาโก อีกครั้ง

ยอมรับตามจริงว่าผมไม่คิดว่า ราดาเมล ฟัลเกา จะกลับมาอยู่ในฟอร์มอันยอดเยี่ยมของตนเองอีกครั้ง เพราะมองดูมุมไหนก็พบว่ามันผ่านไปหมดแล้ว เขาผ่านจุดสุดยอดของตนเองเป็นที่เป็นระเบียบเรียบร้อย

ฤดูนี้พี่เสือยิงประตูแรกให้ตนเองได้เสร็จในเกมที่ 2 ของ ลีก เอิง ซึ่ง โมนาโก กระหน่ำ แรนส์ ไปด้วยสกอร์ 3-0

นับตั้งแต่นั้นก็เริ่มผลิตสกอร์ได้เรื่อยๆโดย 9 นัดแรกที่เล่นให้ โมนาโก ในฤดูนี้ พี่เสือเอ็งยิงได้ถึง 7 ประตู

เมื่อรัวตาข่ายได้อย่างสม่ำเสมอ ความแน่ใจก็กลับมาอีกครั้ง เหมือนกันกับสภาพร่างกายที่สมบูรณ์เพิ่มมากขึ้น

เกมล่าสุดที่ เอติเตียนฮัด สเตเดี้ยม ดาวยิงวัย 31 ผู้นี้กดไปอีก 2 ดอกตามที่เล่าเป็นตัวอักษรไปนั่นแหละ (ใครมิได้มองถ่ายทอดสดก็ไปหามองในคลิปเอาแล้วกัน) เท่ากับว่าฤดูนี้ลงเล่นไปแล้ว 26 นัดหมาย (ทุกรายการ) โดยทำเป็น 21 ประตู

เหนือกว่าสถิติการยิงประตูที่เป็นตัวเลข เป็นฟอร์มการเล่นที่เพิ่งจะเห็นแบบใหม่ๆนี่แหละครับ

สัมผัสได้ถึงความแคล่วคล่องว่องไวประดุจเสือหนุ่มที่สามารถสืบพันธุ์ได้วันละ 200 ดอก โน่นเป็นเหตุผลที่พูดว่าทำไมถึงมีความคิดว่า "อวัยวะสืบพันธุ์ของเสือตัวผู้" เป็นยอดเยี่ยมยาบำรุงความสามารถทางเซ็กซ์จนกลายเป็นเลิศในปัจจัยให้สัตว์ป่าประเภทนี้ใกล้สิ้นพันธุ์

กว่าครึ่งปีครับผมที่ ราดาเมล ฟัลเกา นอนเบียดกับอาการเจ็บ บวกกับอีก 2 ฤดูเต็มๆที่บากบั่นหาทางกลับออกมาจากเขาวงกตแห่งความตกต่ำ

ท้ายที่สุดก็ทำสำเร็จ – เห็นอย่างนี้แล้วก็กระปรี้กระเปร่าครับผม

นี่เป็นตัวอย่างชั้นหนึ่ง แถมเป็นกรณีศึกษาว่า…มนุษย์เรา ถ้าหากมีความอุตสาหะและบากบั่นโดยไม่หมดหวังหรือห่อเหี่ยวไปเสียก่อน คนที่เคยเป็น "เสือ" ก็มีสิทธิ์กลับมาเป็น "เสือ" ดังเดิมได้อีกครั้ง

…ว่าแล้วก็ให้นึกถึงดาวเตะอีกคนที่อายุ 31 เท่า ราดาเมล ฟัลเกา ที่กำลังจะถอดใจหนีไปค้าหน้าแข้งพลางโกยเงินในเมืองจีนดีกว่า เพราะตอนนี้ตนเองไม่มีที่ลงในกลุ่มตัวจริงของอสุรกายแดง

เคสซิเย่ เผยแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดคือทีมในฝัน แต่ไปสิงโตนํ้าเงินครามก็ได้เช่นกัน

ฟรองค์ เคสซิเย่ มิดฟิลด์ฟอร์มแรงของ อตาลันต้า ยอมรับว่าตัวเองเป็นแฟนตัวยงของ ปีศาจแดง แต่ถ้าเป็น เชลซี ก็พร้อมที่ย้ายเหมือนกัน

 

เคสซิเย่ กําลังทําฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมกับ อตาลันต้า โดยตัวเขาลงเล่นไปแล้ว 20 นัดทําได้ 6 ประตูและ 1 แอสซิสต์มีส่วนช่วยให้ อตาลันต้า อยู่อันดับ 5 ของตารางคะแนนกัลโช่ เซเรียอาในเวลานี้

 

มิดฟิลด์วัย 20 ปีเป็นข่าวกับทีมยักษ์ใหญ่มากมายไม่ว่าจะเป็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด,เชลซี,อาร์เซน่อลและปารีส แซงต์-แชร์กแมง

 

''แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดคือทีมในฝันของผม''

 

''แต่เชลซีก็ไม่มีปัญหาเช่นกัน''

หากไลป์ซิก ซัลซ์บวร์กได้สิทธิ์ไป UCL

 

สหพันธ์ฟุตบอลยุโรปยืนยันว่าจะยังไม่มีการดำเนินการใด ๆ กรณีมีสองทีม RB อาจละเมิดกฎห้ามมีเจ้าของเดียวกันเข้าแข่งขันในแชมเปียนส์ลีก จนกว่าจะเกิดขึ้นจริง

ตัวแทนของสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ยืนยันว่า การดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับการเข้าแข่งขันยูฟา แชมเปียนส์ลีก ของแอร์เบ ไลป์ซิก และ เรดบูล ซัลซ์บวร์ก จนกว่าจะมีปัญหาเกิดขึ้นจริง

Salzburger Nachrichten และเว็บแทงบอล W88 หนังสือพิมพ์ของเมืองซัลซ์บวร์ก ตีข่าวว่า ยูฟาเตรียมอนุญาตให้สองทีมภายใต้ชื่อแอร์เบ (RB) คือ แอร์เบ ซัลซ์บวร์ก ของออสเตรีย และ แอร์เบ ไลป์ซิก ของเยอรมัน ลงเล่นในยูฟา แชมเปียนส์ลีก ได้เพียงทีมเดียว เท่านั้น เนื่องจากเป็นทีมของผู้ลงทุนเดียวกัน

ในข้อบังคับของยูฟา แชมเปียนส์ลีก บทที่ 1 ข้อที่ 5 ระบุไว้ว่าทีมที่เข้าแข่งขันต้องไม่มีความเกี่ยวข้องมีส่วนได้ส่วนเสีย มีความสัมพันธ์กันทางอำนาจบริหารกับทีมอื่น ๆ ที่ลงแข่งขันในรายการเดียวกัน ซึ่ง โอลิเวอร์ มินท์ซลาฟฟ์ ผู้บริหารของเรดบูล ซ็อคเกอร์ หน่วยงานที่รับผิดชอบทีมภายใต้ชื่อ RB ทั่วโลกนั้น มีฐานะเป็นซีอีโอของแอร์เบ ไลป์ซิกด้วย และแม้ว่าซัลซ์บวร์กและไลป์ซิกจะเป็นเอกเทศต่อกันในหลาย ๆ ส่วนอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีข้อบ่งชี้ไม่น้อยว่าทั้งสองทำงานร่วมกันภายใต้การดูแลของเรดบูล

หนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวรายงานว่า ยูฟ่าได้ ‘ส่งสัญญาณ’ มาแล้วว่าจะมีเพียงหนึ่งทีมที่ได้เล่นใน UCL หากทั้งสองสามารถตีตั๋วเข้ามาได้พร้อมกันในฤดูกาลหน้า โดยการตัดสินจะมีขึ้นหลังจบฤดูกาลปัจจุบัน

ล่าสุดตัวแทนของยูฟาได้ให้ความเห็นในกรณีดังกล่าวว่า “กรณีนี้จะถูกตรวจสอบจากยูฟา หลังได้รับใบสมัครเข้าแข่งขันจากสมาคมชาติสมาชิกหลังจบฤดูกาลของลีกที่เกี่ยวข้อง”

แอร์เบ ซัลซ์บวร์ก นำเป็นจ่าฝูงบุนเดสลีกาออสเตรียอยู่ในขณะนี้ ส่วนแอร์เบ ไลป์ซิก เป็นรองจ่าฝูงของบุนเดสลีกาเยอรมัน